"กล้องที่ซื้อมาทำไมกินแบตจัง ถ่ายไม่กี่รูปก็หมดแล้ว" นี่เป็นคำถามที่ผมได้ยินมาครั้งเท่าไหร่ก็จำไม่ได้แล้ว ซึ่งอันที่จริงเมื่อสมัยก่อนผมเองก็เคยเป็นคนที่ตั้งคำถามอันนี้ขึ้นมาเหมือนกัน หลังจากได้ยืมเจ้ากล้องดิจิตอลของเพื่อนไปใช้งาน ซึ่งปรากฏว่าถ่ายไปแค่ไม่กี่รูป(ไม่ถึง 20 รูป) ปรากฏว่าเจ้าถ่านอัลคาไลน์ที่ซื้อมาเหยียบๆร้อยบาท ก็มีอันหมดกำลังไปซะดื้อๆ ทำให้ผมจำไปตั้งนานว่ากล้องรุ่นนั้นเป็นกล้องรุ่นที่ไม่ดี แถมใครถามก็บอกรุ่นนี้ไม่ดีอย่าไปซื้อ มันกินถ่าน กว่าจะมารู้ความจริงเวลาก็ผ่านไปหลายปีดีดัก กะว่าจะกลับไปขอโทษเจ้ากล้องรุ่นนั้นซะหน่อยก็เป็นอันว่าตกรุ่นไปแล้วหาคนใช้ไม่ได้อีก เป็นอันว่าบทความนี้ก็ถือว่าอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากล้องรุ่นนั้น อย่าได้มาถือโทษโกรธเคืองคนไม่รู้เลย
อันที่จริงผมพบว่ามีความเข้าใจผิดอยู่อีกมากในเรื่องของถ่าน(แบตเตอรี่)ที่ใช้กลับกล้องดิจิตอล เพราะบ่อยครั้งเหลือเกินที่ผมได้ยินคำพูดเหล่านี้
"ใช้ถ่าน AA ซิดี ถ้าหมดเมื่อไหร่ ก็ไปซื้อที่ไหนใส่ก็ได้" <------- เป็นความเชื่อที่ถูกเพียง 20 % ผิด 80 %"ถ่านลิเธียมใช้ได้นานกว่าถ่าน AA" <-------- ไม่จริงเสมอไป"ซื้อกล้องที่ใช้ถ่าน AA ดีกว่าเพราะราคาถูกกว่า ไว้มีตังค์ค่อยไปซื้อถ่านชาร์จมาใช้" <------ ผิด 100%"ถ่านรูปร่างเป็น AA รุ่นไหนก็ใช้ได้กับกล้องดิจิตอล" <------- ผิดอีกเช่นกัน
**หมายเหตุ สำหรับคนไม่รู้ AA คือรหัสบอกขนาดของถ่านครับ มันคือขนาดถ่านไฟฉายขนาดเล็กนั่นเอง
นั่นแน่ ...!! คุณก็เป็นคนหนึ่งใช่ไหมที่คิดแบบข้างบน เอาละไม่รู้ไม่ว่ากัน แต่วันนี้คุณจะได้รู้แล้วครับ ว่าเรื่องจริงเป็นเป็นอย่างไร
มาดูประเภทของถ่าน AA กันดีกว่าว่ามีกี่ประเภทและอย่างไหนใช้ได้และไม่ได้บ้าง
1. ถ่าน AA ชนิดธรรมดา
ถ่านชนิดนี้ทุกคนต้องเคยใช้มาก่อนแน่นอน เพราะมีใช้มานานมากแล้ว ไม่ว่าจะใส่กับวิทยุ นาฬิกา หรือของเล่น ถ่านชนิดนี้จะมีราคาถูกที่สุด แต่ทว่า !! เสียใจด้วยครับ ถ่านชนิดนี้ "ใช้ไม่ได้กับกล้องดิจิตอล" เนื่องจากกำลังไฟไม่พอที่จะจ่าย ส่วนใหญ่แล้วถ้าคุณใส่ถ่านชนิดนี้เข้าไป กล้องของคุณจะเปิดไม่ติด (แต่ก็ไม่ได้ทำให้เสียครับ) เพราะไฟไม่พอ ซึ่งถ่านชนิดนี้นี่เองที่ทำให้ใครต่อหลายคนได้เสียตังค์ค่ารถไปที่ศูนย์ซ่อม เนื่องจากนึกว่ากล้องเสียมานักต่อนักแล้ว
2. ถ่าน AA ชนิดอัลคาไลน์ (Alkaline)
เป็นถ่าน AA ที่ให้พลังงานนานกว่าถ่านแบบธรรมดาประมาณ 7 เท่า(จำมาจากโฆษณา) และเจ้าตัวนี้เองที่ทำให้คนเข้าใจผิดอย่างใหญ่หลวงมานักต่อนักแล้ว ว่าน่าจะใช้กับกล้องดิจิตอลได้ แต่ความจริงคือ "ใช้กับกล้องดิจิตอลได้ แต่ระยะเวลาที่ใช้ได้สั้นมาก" เนื่องจากกำลังของมันก็ยังไม่อึดพอ ที่จะทนการกินพลังงานอันมหาศาลจากกล้องดิจิตอลได้ คุณอาจจะถ่ายไปได้เพียง 10 กว่ารูปแล้วถ่านหมด ก็ไม่ไช่เรื่องแปลกเลย
3. ถ่าน AA ชนิดอัลคาไลน์ที่ใช้กับกล้องดิจิตอล
ไอ้เจ้านี่ต่างหาก ที่คุณจะต้องซื้อมาใช้กับกล้องของคุณ ยามที่ถ่านของคุณหมด เนื่องจากมันจะให้พลังงานมากกว่า ถ่านอัลคาไลน์ธรรมดาประมาณ 3 -4 เท่า แต่ราคาละ โอ้ พระเจ้าจ๊อด มันคงไม่ถูกกว่าถ่านอัลคาไลน์ปกติเป็นแน่แท้
ถึงตรง ตกใจใช่ไหมละครับ !! เห็นไหมผมบอกแล้ว ว่าคนส่วนใหญ่เข้าใจผิด หลงคิดว่ากล้องที่ใช้ถ่าน AA ใช่ถ่านแบบไหนก็ได้ บางคนกะจะไปซื้อถ่านธรรมดาราคา 10 กว่าบาทมาใช้ มันใช้ไม่ได้หรอกพ่อคุณ !!
4. ถ่าน AA ชนิด นิเกิล-เมตัลไฮไดร์ (Ni-MH)
เป็นถ่านที่แนะนำว่าคุณ"ต้องซื้อ"มาใช้กับกล้องดิจิตอลของคุณ(ถ้ามันไม่แถมมา) ถ่านชนิดนี้มีหลากหลายค่าความจุให้เลือก โดยถ้าจะนำมาใช้กับกล้องดิจิตอลต้องเลือกที่ความจุไม่น้อยกว่า 2000 mAh (mAh เป็นหน่วยวัดค่าความจุไฟฟ้า ยิ่งมากยิ่งดี ยิ่งใช้ได้นาน) ซึ่งถ่านชนิดนี้จะสามารถชาร์จไฟนำมาใช้อีกได้ และถ่ายได้นาน(100 รูปขึ้นไป) แต่ก็จะมีราคาแพงพอสมควร (พันกว่าบาทขึ้นไป สำหรับมากกว่า 2000 mAh รวมที่ชาร์จ) ซึ่งโดยปกติแล้วจะสามารถชาร์จไฟนำมาใช้ได้ใหม่ประมาณ 500 ครั้ง ซึ่งถ้าคิดราคาต่ออายุการใช้งานแล้วละก็"ถูกที่สุด"
อ่านมาถึงตรงนี้แล้วคงพอจะเข้าใจตรงกันแล้ว ว่าถ่านแบบไหนที่ควรจะนำมาใช้กับกล้องดิจิตอล และผมจะขอสรุปเรื่องที่เข้าใจผิดๆให้เข้าใจกันซะที
1. อย่าหวังว่าคุณจะใช้ถ่านราคา 10 กว่าบาทได้กับกล้องดิจิตอล(ไม่มีรุ่นไหนยกเว้น)
2. หากคุณคิดจะซื้อกล้องที่ใช้ถ่าน AA แล้วหวังว่าสะดวกกว่าเวลาถ่านหมดก็ไปหาถ่านเอาแถวๆนั้นได้ละก็ ให้รู้ไว้เลยว่าถ่านที่คุณจะต้องซื้อมาใช้คือ Alkaline สำหรับกล้องดิจิตอล (ถ้าซัก 10 กว่ารูป Alkaline ธรรมดาก็พอไหว) ราคาหลักร้อยนะครับ (อย่าลืมละว่าถ่านแบบธรรมดาใช้ไม่ได้)
3. เวลาคุณไปซื้อกล้องแล้วกล้องใช้ถ่าน AA โดยไม่แถมถ่านแบบที่ชาร์จได้มาให้ละก็ คุณจำเป็นที่สุดที่จะต้องซื้อถ่านชาร์จ(พร้อมแท่นชาร์จ)มาด้วย อย่าลืมเตรียมงบเผื่อไว้อีกประมาณ พันกว่าบาท ....ไม่อย่างนั้นคุณจะกระเป๋าฉีกค่าถ่านแน่นอน .... ฟันธง !!!!
4. เวลาเปรียบเทียบราคากล้อง หรือเตรียมเงินซื้อกล้อง อย่าลืมพิจารณาตรงนี้ด้วย ถ้ารุ่นไหนไม่แถมถ่านชาร์จ บวกไปอีกประมาณพันสองได้เลย เชื่อผม!!
5. ถ่านที่แถมมากับกล้อง เค้าใส่มาให้ทดสอบว่าเปิดติด ถ่ายได้เท่านั้นละพ่อคุณ อย่าไปคาดหวังอะไรกับมันมาก(บางคนได้กล้องมา ใส่ถ่านออกลุยเลย แป๊บเดียวถ่านหมด จ๊อยสนิท อิ อิ)
วันพุธที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2551
การเลือกซื้อ กล้องดิจิตอล แบบง่ายๆ
จุดประสงค์หลักของกล้องคือ ภาพที่สวยที่สุด มีปัจจัยในการเลือก แบบง่ายๆสำหรับมือใหม่มาแนะนำค่ะ
1.ดีไซน์ วัสดุ สี ยิ่งเงายิ่งสีสวย ก็เรียกความสนใจได้เยอะ กล้องฉลาดแทบตายถ้าคนใช้ไม่ชอบอาจจะพาลไม่ใช้ไปเลยงานนี้ก็จะไม่คุ้มค่ะ แต่อย่าลืมว่าวัสดุจะดียังไงก็ตามรูปจะสวยได้ก็ต้องขึ้นอยู่กับฝีมือของคนถ่ายด้วยนะคะ
2.ถ้าเป็นคนขยันรักการถ่ายภาพเป็นชีวิตจิตใจแนะนำให้ซื้อกล้องที่ปรับแมนนวล speed shutter manual ได้ จะทำให้ถ่ายภาพ หน้าชัดหลังเบลอ ถ่ายภาพ เก็บแสงรถหรือไฟบนท้องถนนกลางคืนได้ ถ่ายภาพที่มีการเคลื่อนที่เร็วๆให้หยุดนิ่งได้
3. ถ้าคุณแม่ คุณน้อง คุณแฟนสาวใช้เองใช้ แบบออโต้ก็มีพวกหมวดอัติโนมัติเยอะใช้ง่ายและรวดเร็วเรียกว่ากล้อง แบบ Point and Shoot ค่ะ
4.ซูมเยอะ กล้องมักจะตัวใหญ่ ซูมน้อยมักจะตัวเล็ก ลองดูจากวัตถุประสงค์การใช้งานค่ะ
5.จอใหญ่ จอเล็ก ความละเอียดของจอ มีผลทางใจถ้าความละเอียดสูงภาพที่จอ Lcd จะสวยกว่า แบบความละเอียดต่ำแต่ไม่มีผลกับรูปที่ล้างออกมาแน่นอนค่ะ
6.แบตเตอรี่ AA มีน้ำหนักมากทำให้กล้องที่ใช้ถ่านAAหน้าตาจะไม่สวยงามบอบบางเท่าLI-onแต่ราคาประหยัดต่างกับ Li-onน้ำหนัก เบาแต่ราคาสูงกว่าแต่ให้กำลังไฟสม่ำเสมอกว่าช่วยยืดอายุการทำงานของกล้องกว่าถ่านแบบอื่น
7.ระบบกันสั่นช่วยถ่ายภาพในที่แสงน้อยได้ดีกว่ากล้องทั่วไปประมาณ2- 3 stop ระบบกันเบลอใช้ ISO สูงเน้นถ่ายภาพที่เคลื่อนไหวตลอดเวลาให้หยุดนิ่งได้แต่จะมีจุดสัญญานรบกวนที่ภาพทำให้ภาพดูไม่คมชัดและระบบสุดท้ายใช้ขาตั้งกล้องหนักหน่อยแต่ได้ทุกสถานการณ์หนักแต่ชัวร์ค่ะ
8.MARCRO เป็นรูปดอกไม้เล็กๆแปลว่าถ้าคุณชอบถ่ายภาพใกล้ๆภาพที่ได้จะไม่เบลอแบบว่าจะเอาให้เห็นหัวสิวกันเลยเนี่ยก็ต้องเลือกเอาแบบเลขน้อยๆซัก 1Cm-5Cm ก็ดีค่ะ9.Len ก็มีส่วนแต่ละค่ายก็จะสรรหาเลนส์ยี่ห้อดังๆมาใส่กันเลือกเอาตามใจชอบเลยค่ะเดือดๆกันทั้งนั้นแต่ละค่าย
สุดท้ายจะเลือกซื้อกล้องตัวไหนก็ให้อยู่ในงบประมาณ และเหมาะสมกับการใช้งานในปัจจุบันไม่ต้องเผื่อถึง 10ปีหรอกนะคะ กล้องดิจิตอลมีอายุการใช้งานค่ะส่วนคนชอบความทันสมัยอาจจะถึงกับต้องไปเยี่ยมเยียนร้านกล้องกันทุกปีเพราะทนไม่ไหวกับรุ่นใหม่ที่มันสวยบาดใจเหลือเกิน อันนั้นก็ไม่ว่ากัน
1.ดีไซน์ วัสดุ สี ยิ่งเงายิ่งสีสวย ก็เรียกความสนใจได้เยอะ กล้องฉลาดแทบตายถ้าคนใช้ไม่ชอบอาจจะพาลไม่ใช้ไปเลยงานนี้ก็จะไม่คุ้มค่ะ แต่อย่าลืมว่าวัสดุจะดียังไงก็ตามรูปจะสวยได้ก็ต้องขึ้นอยู่กับฝีมือของคนถ่ายด้วยนะคะ
2.ถ้าเป็นคนขยันรักการถ่ายภาพเป็นชีวิตจิตใจแนะนำให้ซื้อกล้องที่ปรับแมนนวล speed shutter manual ได้ จะทำให้ถ่ายภาพ หน้าชัดหลังเบลอ ถ่ายภาพ เก็บแสงรถหรือไฟบนท้องถนนกลางคืนได้ ถ่ายภาพที่มีการเคลื่อนที่เร็วๆให้หยุดนิ่งได้
3. ถ้าคุณแม่ คุณน้อง คุณแฟนสาวใช้เองใช้ แบบออโต้ก็มีพวกหมวดอัติโนมัติเยอะใช้ง่ายและรวดเร็วเรียกว่ากล้อง แบบ Point and Shoot ค่ะ
4.ซูมเยอะ กล้องมักจะตัวใหญ่ ซูมน้อยมักจะตัวเล็ก ลองดูจากวัตถุประสงค์การใช้งานค่ะ
5.จอใหญ่ จอเล็ก ความละเอียดของจอ มีผลทางใจถ้าความละเอียดสูงภาพที่จอ Lcd จะสวยกว่า แบบความละเอียดต่ำแต่ไม่มีผลกับรูปที่ล้างออกมาแน่นอนค่ะ
6.แบตเตอรี่ AA มีน้ำหนักมากทำให้กล้องที่ใช้ถ่านAAหน้าตาจะไม่สวยงามบอบบางเท่าLI-onแต่ราคาประหยัดต่างกับ Li-onน้ำหนัก เบาแต่ราคาสูงกว่าแต่ให้กำลังไฟสม่ำเสมอกว่าช่วยยืดอายุการทำงานของกล้องกว่าถ่านแบบอื่น
7.ระบบกันสั่นช่วยถ่ายภาพในที่แสงน้อยได้ดีกว่ากล้องทั่วไปประมาณ2- 3 stop ระบบกันเบลอใช้ ISO สูงเน้นถ่ายภาพที่เคลื่อนไหวตลอดเวลาให้หยุดนิ่งได้แต่จะมีจุดสัญญานรบกวนที่ภาพทำให้ภาพดูไม่คมชัดและระบบสุดท้ายใช้ขาตั้งกล้องหนักหน่อยแต่ได้ทุกสถานการณ์หนักแต่ชัวร์ค่ะ
8.MARCRO เป็นรูปดอกไม้เล็กๆแปลว่าถ้าคุณชอบถ่ายภาพใกล้ๆภาพที่ได้จะไม่เบลอแบบว่าจะเอาให้เห็นหัวสิวกันเลยเนี่ยก็ต้องเลือกเอาแบบเลขน้อยๆซัก 1Cm-5Cm ก็ดีค่ะ9.Len ก็มีส่วนแต่ละค่ายก็จะสรรหาเลนส์ยี่ห้อดังๆมาใส่กันเลือกเอาตามใจชอบเลยค่ะเดือดๆกันทั้งนั้นแต่ละค่าย
สุดท้ายจะเลือกซื้อกล้องตัวไหนก็ให้อยู่ในงบประมาณ และเหมาะสมกับการใช้งานในปัจจุบันไม่ต้องเผื่อถึง 10ปีหรอกนะคะ กล้องดิจิตอลมีอายุการใช้งานค่ะส่วนคนชอบความทันสมัยอาจจะถึงกับต้องไปเยี่ยมเยียนร้านกล้องกันทุกปีเพราะทนไม่ไหวกับรุ่นใหม่ที่มันสวยบาดใจเหลือเกิน อันนั้นก็ไม่ว่ากัน
วันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
สุดยอดวิธีหนีความแก่
สุดยอดวิธีที่ 1 มีเรื่องให้ลับสมองเป็นประจำ
สมองก็เหมือนข้าวของเครื่องใช้ ถ้าไม่ใช้งานบ่อย ๆ อีกหน่อยก็ขึ้นสนิม หรือมีฝุ่นจับเขรอะ กว่าจะทำให้ข้าวของที่เลอะเทอะมาใช้งานได้ใหม่ก็อาจต้องใช้เวลาพอสมควร จึงอยากชักชวนให้ลับสมองอยู่เสมอ การลับสมองอยู่เสมอจะทำให้สมอง มีความสดอยู่ตลอดเวลา จะใช้ขบคิดตัดสินใจแก้ไขปัญหาอะไรเมื่อไหร่ก็ใช้ได้ทันที เช่น อาจจะคิดจำลองเหตุการณ์อะไรขึ้นมาสักเรื่องหนึ่ง หรืออาจจะลองนำเอาเรื่องที่เกิดขึ้นในสังคมมาลองขบคิดดูว่าถ้าเป็นเราต้องแก้ไขปัญหานั้นจะทำยังไง หรือแม้แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นใกล้ตัวในบ้านหรือในสถานที่ทำงานที่อาจไม่ใช่ปัญหาที่ตัวเราเกี่ยวข้องโดยตรง แต่ก็น่าจะนำมาขบคิดใน เชิงหาทางออกอย่างสร้างสรรค์และเป็นระบบ จะทำให้เราพบความจริงว่าสมองที่ได้ฝึกฝนอยู่บ่อยๆ จะค่อยๆ พัฒนาก้าวหน้าไปอย่างน่าอัศจรรย์ สมองที่ถูกใช้งาน ถูกฝึกฝน ถูกลับสมอง ย่อมเป็นสมองที่สด สมองที่สดย่อมอยู่คู่กับความเป็นหนุ่มสาวเสมอ นั่นย่อมหมายถึงว่าความเฒ่าชะแรแก่ชราจะมาเยือนได้ยากกว่าปกติ เรื่องของการลับสมองอยู่เป็นประจำ จึงเป็นเรื่องนำของ สุดยอดวิธีหนีความแก่ ที่จะแผ่กิ่งก้านสาขาเป็นอีกหลายวิธี
สุดยอดวิธีที่ 2 หาเรื่องใหม่ๆ ทำอยู่เสมอ
ชีวิตคนเราถ้าทำอะไรซ้ำๆ ซากๆ มากเกินไป ย่อมทำให้ชีวิตอับเฉาเป็นธรรมดา และนั่นคือที่มาของความแก่ที่คนไม่อยากแก่มักไม่ค่อยรู้ เพื่อที่จะดูไม่แก่เกินวัยต้องหาเรื่องใหม่ๆ ทำอยู่เสมอ อาจจะเริ่มจากเรื่องง่ายๆ ในชีวิตประจำวันของเรา เช่น เคยใช้ยาสีฟันยี่ห้อหนึ่งเป็นประจำ ก็อาจลองเปลี่ยนไปใช้ยี่ห้ออื่นที่น่าสนใจดูบ้าง จะช่วยสร้างความตื่นเต้นเล็กๆ ในชีวิตไปอีกแบบ หรือจะหาเรื่องใหม่ๆ ที่ต้องใช้ทักษะฝึกฝนมากขึ้น เช่น การร้องเพลง ลองกล้าร้องเพลงในที่สาธารณะดูบ้างแล้วจะรู้ว่าชีวิตจิตใจจะเกิดความภูมิใจ เกิดความมั่นใจ เกิดความสบายอกสบายใจ คนเราทั่วๆ ไปได้ฟังเพลงมามากมายในชีวิต และมักจะมีเพลงที่เราคิดว่าชอบฟัง ชอบร้อง ลองกล้าร้องสักครั้งหนึ่ง ถึงจะไม่ไพเราะเพราะพริ้งมากก็ไม่เป็นไร พอร้องบ่อยๆ ก็จะค่อยๆ ดีขึ้นเอง ยิ่งสมัยนี้มีคาราโอเกะให้เป็นเวทีฝึกซ้อมอยู่ด้วย ย่อมช่วยให้ง่ายขึ้นเป็นกอง ลองทำดูแล้วจะรู้ว่าชีวิตแก่ช้าไปอีกหลายวัน บางคนอาจจะหันมามองหางานใหม่ทำไปเลย ในลักษณะเปลี่ยนอาชีพ เปลี่ยนสายงาน ก็เป็นการหนีความแก่ได้ดีอีกวิธีหนึ่ง แต่ก็ต้องดูให้ดีว่าเปลี่ยนแล้วชีวิตไม่แย่ลงไปกว่าเดิม การหาเรื่องใหม่ๆ ทำด้วยการเปลี่ยนงานใหม่ ทำให้เราต้องเรียนรู้งานใหม่ ปรับชีวิตจิตใจรวมไปถึงการใช้ชีวิตให้ฟิตพร้อมที่จะเริ่มอะไรใหม่ๆ จิตใจจะกระชุ่มกระชวยช่วยให้หนีความแก่ได้ไม่น้อย
สุดยอดวิธีที่ 3 เจอคนที่อายุน้อยกว่าบ้าง
มีคนที่อายุน้อยกว่าเป็นเพื่อน จะช่วยทำให้เราต้องเลื่อนไหลไปกับคนที่เราคบหาไม่มากก็น้อย อาจจะคล้อยตามกันตั้งแต่ความคิดความอ่าน ไปจนถึงการแต่งกาย คนอายุน้อยกว่าเรา ต้องอยู่ในวัยที่สดใสกว่าเราแน่นอน จะเป็นเครื่องย้อนมาช่วยทำให้เราเข้าสู่โลกแห่งความสดใสตามไปด้วย แค่นี้ก็ช่วยให้คุณไม่ดูแก่เกินวัยไปได้อีกหลายกิโล
สุดยอดวิธีที่ 4 อย่างอ้างว่าไม่มีเวลาออกกำลัง
ยุคสมัยนี้จะมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์กันไม่ใช่น้อยว่า การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำจะช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง สุขภาพดี มีชีวิตจิตใจที่คงความเป็นหนุ่มสาวให้เนิ่นนานอยู่เสมอ แต่ก็ยังมีคนจำนวนไม่ใช่น้อยไม่ค่อยได้ออกกำลัง โดยอ้างว่าไม่มีเวลา ทั้งๆ ที่ความจริงทุกคนมีเวลาเท่ากันคือ วันละ 24 ชั่วโมง แต่คนส่วนหนึ่งไม่คิดถึงการจัดสรรเวลา ปล่อยให้เวลาผ่านไปแบบไร้เป้าหมาย แม้แต่เรื่องง่ายๆ อย่างการออกกำลังกายก็จัดสรรเวลาให้ไม่ได้ คนประเภทนี้ก็สมควรให้ความแก่มาเยือนไวๆ ส่วนคนที่ไม่อยากให้ความแก่ถามหา อย่าลืมออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอก็แล้วกัน
สุดยอดวิธีที่ 5 ยับยั้งอาหารที่ขาดคุณค่า
การที่คนเราแก่เกินวัยไปก่อนที่ควรจะเป็นนั้น เพราะเราขยันเพาะโรคโน่นโรคนี่ที่ร่างกายของเราโดยไม่รู้ตัว ด้วยการรับประทานอาหารที่ขาดคุณค่า อาหารที่ขาดคุณค่านอกจากจะไม่ได้ช่วยเสริมสร้างร่างกายแล้ว ยังมีส่วนช่วยทำลายให้ร่างกายของเราต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อยๆ อีกด้วย ที่จริงแล้วเดี๋ยวนี้มีการสื่อสารให้เห็นถึงการรับประทานอาหารที่มีคุณค่าจะมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไร และอาหารที่ขาดคุณค่าจะสร้างปัญหาให้ร่างกายอย่างไรกันเยอะแยะไปหมด แต่คนจำนวนไม่น้อยก็ยังอดตามใจปากตัวเองไม่ได้ จนเจ็บป่วยเป็นกันสารพัดโรค คนที่เจ็บไข้ได้ป่วยอยู่บ่อยๆ ย่อมพลอยทำให้ดูแก่เกินวัยไปอย่างแน่นอน ใครที่ยังไม่อยากแก่ก็น่าจะหาทางยับยั้งอาหารที่ขาดคุณค่าบ้างก็จะดีไม่น้อย
สุดยอดวิธีที่ 6 หาเวลาพักผ่อน
ชีวิตร่างกายคนเราก็เหมือนเครื่องจักรที่ต้องการพักผ่อนบ้าง การพักผ่อนของแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน บางคนพักผ่อนด้วยการอ่านหนังสือ บางคนพักผ่อนด้วยการตกปลา เล่นกีฬา หรือหาเวลานั่งคุยกัน ก็ถือเป็นการพักผ่อนทั้งนั้น การพักผ่อนช่วยให้เราผ่อนคลายจากความตึงเครียดทั้งจากความคิดและการกระทำ ใครทำได้เหมาะสม คลื่นลมแห่งความแก่ก็จะไม่แห่มาเยือนเร็วไปนัก บางคนทึกทักว่า พักผ่อนเมื่อมีเวลาว่างก็เพียงพอ ขอบอกว่า ไม่พอในกรณีที่ต้องการหนีความแก่ แต่ต้องหาเวลาพักผ่อนไม่ใช่พักผ่อนเมื่อว่าง อย่างที่บอกแล้วว่าร่างกายก็เหมือนเครื่องจักร ต้องให้พักผ่อนบ้าง จะได้ห่างความแก่สมใจปรารถนา
สุดยอดวิธีที่ 7 นอนให้เพียงพอ
ที่จริงแล้วการนอนก็ถือเป็นการพักผ่อนอย่างหนึ่ง ซึ่งควรจะรวมอยู่ในเรื่องการพักผ่อน แต่ที่แยกออกมาอีกข้อหนึ่ง ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นชัดขึ้นว่า การนอนที่เพียงพอจะช่วยชะลอความแก่ได้ เรื่องนี้หนุ่มๆ สาวๆ ยุคใหม่เข้าใจดีกันทุกคนว่า ถ้าร่างกายได้นอนหลับสนิทคืนละ 7-8 ชั่วโมง จะช่วยจรรโลงหน้าตาให้มีสง่าราศี ไร้สิวฝ้าราคีแบบไม่มีที่ติใครไม่อยากดูหน้าแก่ ก็แก้ด้วยการนอนให้เพียงพอก็แล้วกัน
สุดยอดวิธีที่ 8 อย่าต่อล้อต่อเถียง
เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่าการต่อล้อต่อเถียง ย่อมเกิดมาจากการมีปัญหาขัดแย้งกับใครสักคนหนึ่งถึงขั้นมีปากเสียงกัน ซึ่งย่อมเกิดแรงผลักดันให้เกิดความเครียด เมื่อความเครียดสะสมมากขึ้นเท่าไหร่ หนทางไปสู่ความแก่ก่อนถึงวัยอันควร ก็ถูกเชิญชวนให้ใกล้เข้ามามากขึ้นเท่านั้น จึงควรหันหลัง การมีเรื่องกับใคร จะได้ไม่ต้องต่อล้อต่อเถียงเลยจะดีกว่า
สุดยอดวิธีที่ 9 หลีกเลี่ยงอารมณ์โกรธ
สุดยอดวิธีนี้ก็ไม่ต่างจากวิธีที่ 8 เท่าไหร่ คือถ้าโกรธเมื่อไหร่ก็จะได้ผลลัพธ์เหมือนกันคือ เครียด เพียงแต่อาการโกรธ อาจจะไม่จำเป็นต้องมีคู่กรณีมาต่อล้อต่อเถียง แต่อาจจะโกรธเรื่องราวหรือเหตุการณ์ใดๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตก็ได้ การหลีกเลี่ยงอารมณ์โกรธจึงเป็นอีกสุดยอดวิธีที่คงความเป็นหนุ่มสาวไว้ได้นาน
สุดยอดวิธีที่ 10 โปรดมองคนอื่นในแง่ดี
การมองคนอื่นในแง่ดี ย่อมเกิดจากผู้ที่มีจิตใจดี และคนที่มีจิตใจดีย่อมทำให้ไม่มีความเครียด ความอึดอัดคับข้องใจเข้ามาเกี่ยวข้อง เมื่อเรามองคนอื่นในแง่ดี คนที่ถูกเรามองก็ต้องพึงพอใจ ทำให้เกิดความสุขใจกันทุกฝ่าย เรื่องง่าย ๆ แบบนี้รับรองหนีความแก่ได้แน่นอน
สุดยอดวิธีที่ 11 มีมิตรจิตมิตรใจ
นอกจากมองคนอื่นในแง่ดีแล้ว เราควรเป็นคนมีมิตรจิตมิตรใจอีกด้วย จะช่วยทำให้หัวใจเบิกบาน เมื่อหัวใจเบิกบาน อาการเครียดก็ไม่ถามหา นั่นหมายถึงว่าความชราก็จะมาเยือนช้าลงด้วย ความมีมิตรจิตมิตรใจเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ ในจิตใจของเราตลอดเวลาและเป็นเสน่หาที่ควรหาติดตัวไว้ตลอดไปจะช่วยทำให้ชีวิตมีความสุขมาก ๆ อีกด้วย นอกจากจะช่วยไม่ให้แก่เกินวัย
สุดยอดวิธีที่ 12 เดินทางไกลในโลกกว้าง
การเดินทางคือการสั่งสมประสบการณ์ของชีวิต เสริมสร้างความคิดให้ก้าวไกล ทำให้ชีวิตไม่ติดอยู่กับที่ตลอดเวลา บางคนบอกว่าการเดินทางท่องเที่ยวไกล ๆ เหมือนได้ชาร์จไฟให้ตัวเองดูเปล่งปลั่งเป็นยังเจนเนอเรชั่นอยู่เสมอ ใครที่เดินทางไกลในโลกกว้างบ่อย ๆ จะยืนยันสิ่งเหล่านี้ได้ดีว่า ชีวิตมีความสุขสนุกไปอีกแบบเมื่อได้เดินทางไกล แม้บางครั้งจะเหน็ดเหนื่อยไปบ้างก็ตาม แต่ก็สร้างความสนุกสนานรื่นเริงบันเทิงใจ เมื่อหัวใจมีความสุข ทุกข์ไม่มี ย่อมหนีความเปลี่ยนแปลงของร่างกายก่อนวัยอันควรได้บ้างไม่มากก็น้อยมิใช่หรือ
สุดยอดวิธีที่ 13 อย่าสร้างภาระให้ตัวเอง
มีคนจำนวนไม่น้อย ไม่ค่อยบันยะบันยังกับการใช้ชีวิต ชอบลิขิตชีวิตตัวเองให้มีภาระเกะกะเกินความจำเป็นอยู่ตลอดเวลา โดยไม่รู้ว่าจะค้นหาความพอดีที่ตรงไหน ทุกช่วงวัยของชีวิตจึงมีภารกิจมากมาย ทีขวนขวายเข้ามาให้ตัวเองอย่างไม่เกรงใจ ร่างกายที่จะต้องแก่ก่อนวัยโดยไม่รู้ตัว คนเราเกิดมาทุกคนหนีไม่พ้นที่จะต้องมีภาระ แต่ถ้าจะมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุข นั่งลุกสบาย ต้องเลิกขวนขวายสร้างภาระให้ตัวเอง ชีวิตที่เกร็ง ๆ แกน ๆ แก่ ๆ ก็จะอยู่แค่ความฝันเท่านั้น
สุดยอดวิธีที่ 14 รู้จักเกรงใจ
คำว่าเกรงใจนี้ หลายคนบอกว่าไม่รู้จะใช้คำภาษาอังกฤษว่าอะไรดีถึงจะมีความหมายลึกซึ้งถึงขั้วหัวใจเหมือนคนไทยใช้ เหมือนกับจะบอกว่าฝรั่งไม่รู้จักคำว่าเกรงใจ แต่แท้ที่จริงแล้วฝรั่งบางคนก็มีความเกรงใจเหมือนกัน แต่อาจจะไม่เข้มข้นเหมือนคนไทย ทำไมการเกรงใจจึงเป็นอีกสุดยอดวิธีหนีความแก่ เหตุเพราะว่าคนที่รู้จักเกรงใจมักเป็นคนที่มีจิตใจดีเป็นพื้นฐาน เมื่อเป็นคนจิตใจดี ย่อมจะมีอารมณ์เบิกบาน ไม่เป็นคนที่ควานหาความเครียดมาเข้าตัวง่ายๆ โอกาสที่จะกลายเป็นคนแก่ก่อนวัยก็จะไม่เกิดขึ้นได้ง่าย คนที่รู้จักเกรงใจคนอื่นก็มักจะได้รับการเกรงใจตอบกลับมาด้วย ซึ่งจะช่วยให้ความสัมพันธ์ต่อกันเป็นไปด้วยดี ชีวิตก็จะมีความสุขไปโดยปริยายนั่นเอง ใครที่คิดว่าตัวเองไม่ค่อยเกรงใจใคร ก็เริ่มปรับเปลี่ยนตัวเองได้ก่อนที่จะสายเกินการณ์
สุดยอดวิธีที่ 15 สนใจแฟชั่น คนเราพออายุเริ่มมากขึ้นหน่อยก็ปล่อยตัวปล่อยใจ ไม่ค่อยสนใจเรื่องเป็นไปของแฟชั่น เพราะคิดว่าไม่สำคัญ หรือคิดว่าแฟชั่นเป็นเรื่องของวัยรุ่นเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่ควรหันมาสนใจบ้างตามวัยแต่ก็ไม่ควรมากไปจนถึงกับเว่อร์ แฟชั่นจะช่วยทำให้เป็นคนทันยุคทันเหตุการณ์ ไม่ดูโบราณเกินไป คนบางคนที่เราพบเห็นทั่วไปก็ดูอายุจริงไม่มากเท่าไหร่ แต่ทำไมดูเหมือนอายุมาก ย่อมเกิดจากการแต่งกายเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เห็นเป็นเช่นนั้น ใครที่ไม่เคยสนใจความเป็นไปของแฟชั่น ก็ลองหันมาชายตามองดูบ้าง จะสร้างความกระชุ่มกระชวยช่วยคงความเป็นหนุ่มสาวได้นานแสนนาน
สุดยอดวิธีที่ 16 หมั่นยิ้มสม่ำเสมอ
พูดถึงเรื่องยิ้มแล้วน่าจะถือเป็นเรื่องธรรมดาของคนไทย แต่ปัจจุบันต้องยอมรับว่าของดีที่ติดตัวคนไทยมานานเริ่มเลือนรางไป รวมทั้ง รอยยิ้ม จากใบหน้าของคนไทยก็หาดูได้ยากลงเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่รอยยิ้มพิมพ์ใจไม่ต้องลงทุนใดๆ ก็ตาม วันนี้จึงต้องมาหัดยิ้มกันอีกครั้ง โดยเฉพาะผู้ที่ยังอยากเป็นหนุ่มเป็นสาวไปนานๆ รอยยิ้มนอกจากจะสร้างความประทับใจให้กับผู้พบเห็นแล้ว ยังสร้างความสุขใจให้กับเจ้าของรอยยิ้มอีกด้วย จึงไม่ต้องแปลกใจทำไมรอยยิ้มจึงทำให้แก่ช้า เพราะเมื่อจิตใจเป็นสุข ความเครียดก็ไม่เข้ามาเยือน ความแก่ก็เลือนหายไป ใครที่ไม่อยากแก่เกินวัยก็ยิ้มเข้าไว้แล้วจะได้ดีเอง
สุดยอดวิธีที่ 17 เสนอข้าวของให้ผู้อื่น
ความสุขที่แท้จริงในจิตใจของคนเราส่วนหนึ่งคือ ความสุขที่เกิดจากการให้ ลองนึกย้อนไปถึงวันที่เราให้ข้าวของเงินทองกับใครสักคนด้วยจิตใจที่อยากให้อย่างแท้จริง เราจะรู้สึกพองในหัวใจ ทั้งอิ่มเอิบ ทั้งภาคภูมิใจ มีความสุขที่ได้ให้ เมื่อใดมีความสุข จิตใจก็สบาย ปลอดโปร่ง โล่งจากเรื่องเครียดๆ ทั้งหลาย ความสบายใจเหล่านี้ คือ ที่มาของการคงความเป็นหนุ่มสาวไว้ จงเริ่มให้ผู้อื่นบ้างซะแต่วันนี้ เพื่อผลลัพธ์ดีๆ ที่ต้องการ
สุดยอดวิธีที่ 18 เป็นผู้ตื่นตลอดเวลา
ตื่นในที่นี้ไม่ได้มีความหมายแค่ตรงข้ามกับหลับเท่านั้น แต่หมายถึงตื่นตัวต่อการรับรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ย่างก้าวเข้ามาในชีวิต ไม่ใช่หลับไหลไม่รับรู้อะไรตลอดเวลา การตื่นตัวจะช่วยให้ร่างกายและจิตใจเคลื่อนไหว ย่อมช่วยให้ความเป็นหนุ่มเป็นสาวยืนยาวอยู่กับเราไปนานๆ ใครที่ชีวิตมีแต่ความหลับไหล ก็รีบเปลี่ยนใหม่เสียแต่วันนี้ก็แล้วกัน
สุดยอดวิธีที่ 19 หาเรื่องสร้างอารมณ์ขัน
ลองสังเกตดูคนที่แก่เกินวัยจะพบว่า ปัจจัยสำคัญคือ ไม่ค่อยมีอารมณ์ขัน นอกจากไม่มีอารมณ์ขันแล้ว บางครั้งมีอารมณ์เครียดมากเกินไป จนจิตใจห่อหี่ยวพอๆ กับใบหน้า ถึงเวลาแล้วสำหรับคนที่ไม่อยากแก่ ควรหาเรื่องสร้างอารมณ์ขันบ้าง เพราะถ้าเรามีอารมณ์ขันได้เมื่อไหร่ แสดงว่าเราต้องไม่มีเรื่องเครียด ไม่มีเรื่องหนักใจ เมื่อไม่มีเรื่องเครียด โอกาสที่ความแก่จะเบียดเข้ามาใกล้ชิดเราก็จะน้อยไปด้วย
สุดยอดวิธีที่ 20 ขยันเป็นนิจ
คนที่เราเห็นดูหนุ่มสาวกว่าอายุจริง จะมีเคล็ดลับอยู่อย่างหนึ่ง ซึ่งคนอื่นมักไม่ค่อยรู้คือ เป็นคนขยัน คนขยันมักจะเป็นคนชอบเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ทั้งเคลื่อนไหวสมองและร่างกาย ใครอยากเป็นหนุ่มสาวนานๆ อย่ามองผ่านคำว่า ขยัน รับรองว่าเป็นจริงแน่นอน
สุดยอดวิธีที่ 21 ฟิตหัวใจให้ตื่นตัว
หัวใจคนเราก็เหมือนร่างกาย ถ้าขาดความฟิตเมื่อไหร่ ก็จะดูอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ความเป็นหนุ่มสาวหรือเฒ่าชะแรแก่ชราไม่ใช่อยู่ที่ร่างกายเท่านั้น หัวใจก็เป็นส่วนสำคัญ บางคนถึงอายุจริงจะแก่แต่หัวใจยังฟิตอยู่ก็ดูเหมือนหนุ่มสาวได้เหมือนกัน ขณะที่บางคนหนุ่มฟ้อหล่อเฟี้ยว แต่หัวใจเหี่ยววก่อนวัย ก็ดูกลายเป็นแก่เกินวัยไปก็มี อย่าลืม ฟิตหัวใจให้ตื่นตัว ถ้าคุณเป็นโรคกลัวความแก่
สุดยอดวิธีที่ 22 ไม่ควรกลัวความลำบาก
คนที่อยากคงความเป็นหนุ่มสาวไว้นานๆ ต้องผ่านความยากลำบากในชีวิตบ้าง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเอง พวกที่เกรงกลัวความลำบากมากเท่าไหร่ ชีวิตก็จะมีความอับเฉา เอาตัวไม่รอดมากเท่านั้น พอนานวันเข้าก็เข้าขั้นแก่เกินวัยโดยไม่รู้ตัว ใครกลัวความลำบาก ระวังจะแก่เกินวัยไว้ด้วยก็แล้วกัน
สุดยอดวิธีที่ 23 ไม่ฝากชีวิตไว้กับผู้อื่น
คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างแท้จริง มักเป็นคนประเภทสู้ด้วยลำแข้งของตัวเอง คนพวกนี้จะมีความภาคภูมิใจ สุขใจในวิถีชีวิตของตัวเอง แตกต่างจากพวกที่ฝากชีวิตไว้กับผู้อื่น ที่อาจจะมีสุข แต่ก็เป็นสุขแบบเซ็งๆ บางคนก็สุขแบบหงอยๆ ไม่ค่อยภาคภูมิใจในตัวเอง ความไม่ภาคภูมิใจในตัวเองจะมีส่วนช่วยเร่งให้ความเป็นหนุ่มเป็นสาวหายไปไวกว่ากำหนด นึกถึงกฎเกณฑ์ข้อนี้ไว้บ้างก็ดี สำหรับผู้ที่อยากคงความเป็นหนุ่มสาวนานๆ
สุดยอดวิธีที่ 24 ชื่นชมคนอื่นเมื่อถึงเวลา
การที่คนๆ หนึ่งจะชื่นชมใครนั้น ต้องแสดงว่าคนๆ นั้นต้องเป็นคนที่มีจิตใจดีงามพอสมควรคนที่มีจิตใจดีงามก็จะมีความผ่องใสในอารมณ์ และอารมณ์ที่ผ่องใสย่อมทำให้ไม่เครียด คนเราลองไม่เครียดซะอย่าง หนทางเป็นหนุ่มเป็นสาวนานๆ ย่อมไม่หนีไปไหนอยู่แล้ว อย่าลืมชื่นชมคนอื่นบ้าง เพื่อสร้างความสุขในใจเราและในใจเขาผู้ถูกชื่นชม
สุดยอดวิธีที่ 25 พิจารณาคุณความดีของตัวเอง
คนเราบางคนเฝ้ามองแต่ข้อเสียของตัวเอง จนจิตใจเศร้าหมอง เมื่อจิตใจเศร้าหมอง ก็ลองคิดดูว่าจะไม่แก่เกินวัยได้ยังไง ต้องเปลี่ยนใหม่ หันมามองเห็นคุณความดีของตัวเองบ้าง แล้วจะรู้ว่ากำลังใจที่ได้จากการมองเห็นความดีของตัวเอง จะช่วยเร่งให้ความเป็นหนุ่มสาวคงทนได้ดีขนาดไหน
สมองก็เหมือนข้าวของเครื่องใช้ ถ้าไม่ใช้งานบ่อย ๆ อีกหน่อยก็ขึ้นสนิม หรือมีฝุ่นจับเขรอะ กว่าจะทำให้ข้าวของที่เลอะเทอะมาใช้งานได้ใหม่ก็อาจต้องใช้เวลาพอสมควร จึงอยากชักชวนให้ลับสมองอยู่เสมอ การลับสมองอยู่เสมอจะทำให้สมอง มีความสดอยู่ตลอดเวลา จะใช้ขบคิดตัดสินใจแก้ไขปัญหาอะไรเมื่อไหร่ก็ใช้ได้ทันที เช่น อาจจะคิดจำลองเหตุการณ์อะไรขึ้นมาสักเรื่องหนึ่ง หรืออาจจะลองนำเอาเรื่องที่เกิดขึ้นในสังคมมาลองขบคิดดูว่าถ้าเป็นเราต้องแก้ไขปัญหานั้นจะทำยังไง หรือแม้แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นใกล้ตัวในบ้านหรือในสถานที่ทำงานที่อาจไม่ใช่ปัญหาที่ตัวเราเกี่ยวข้องโดยตรง แต่ก็น่าจะนำมาขบคิดใน เชิงหาทางออกอย่างสร้างสรรค์และเป็นระบบ จะทำให้เราพบความจริงว่าสมองที่ได้ฝึกฝนอยู่บ่อยๆ จะค่อยๆ พัฒนาก้าวหน้าไปอย่างน่าอัศจรรย์ สมองที่ถูกใช้งาน ถูกฝึกฝน ถูกลับสมอง ย่อมเป็นสมองที่สด สมองที่สดย่อมอยู่คู่กับความเป็นหนุ่มสาวเสมอ นั่นย่อมหมายถึงว่าความเฒ่าชะแรแก่ชราจะมาเยือนได้ยากกว่าปกติ เรื่องของการลับสมองอยู่เป็นประจำ จึงเป็นเรื่องนำของ สุดยอดวิธีหนีความแก่ ที่จะแผ่กิ่งก้านสาขาเป็นอีกหลายวิธี
สุดยอดวิธีที่ 2 หาเรื่องใหม่ๆ ทำอยู่เสมอ
ชีวิตคนเราถ้าทำอะไรซ้ำๆ ซากๆ มากเกินไป ย่อมทำให้ชีวิตอับเฉาเป็นธรรมดา และนั่นคือที่มาของความแก่ที่คนไม่อยากแก่มักไม่ค่อยรู้ เพื่อที่จะดูไม่แก่เกินวัยต้องหาเรื่องใหม่ๆ ทำอยู่เสมอ อาจจะเริ่มจากเรื่องง่ายๆ ในชีวิตประจำวันของเรา เช่น เคยใช้ยาสีฟันยี่ห้อหนึ่งเป็นประจำ ก็อาจลองเปลี่ยนไปใช้ยี่ห้ออื่นที่น่าสนใจดูบ้าง จะช่วยสร้างความตื่นเต้นเล็กๆ ในชีวิตไปอีกแบบ หรือจะหาเรื่องใหม่ๆ ที่ต้องใช้ทักษะฝึกฝนมากขึ้น เช่น การร้องเพลง ลองกล้าร้องเพลงในที่สาธารณะดูบ้างแล้วจะรู้ว่าชีวิตจิตใจจะเกิดความภูมิใจ เกิดความมั่นใจ เกิดความสบายอกสบายใจ คนเราทั่วๆ ไปได้ฟังเพลงมามากมายในชีวิต และมักจะมีเพลงที่เราคิดว่าชอบฟัง ชอบร้อง ลองกล้าร้องสักครั้งหนึ่ง ถึงจะไม่ไพเราะเพราะพริ้งมากก็ไม่เป็นไร พอร้องบ่อยๆ ก็จะค่อยๆ ดีขึ้นเอง ยิ่งสมัยนี้มีคาราโอเกะให้เป็นเวทีฝึกซ้อมอยู่ด้วย ย่อมช่วยให้ง่ายขึ้นเป็นกอง ลองทำดูแล้วจะรู้ว่าชีวิตแก่ช้าไปอีกหลายวัน บางคนอาจจะหันมามองหางานใหม่ทำไปเลย ในลักษณะเปลี่ยนอาชีพ เปลี่ยนสายงาน ก็เป็นการหนีความแก่ได้ดีอีกวิธีหนึ่ง แต่ก็ต้องดูให้ดีว่าเปลี่ยนแล้วชีวิตไม่แย่ลงไปกว่าเดิม การหาเรื่องใหม่ๆ ทำด้วยการเปลี่ยนงานใหม่ ทำให้เราต้องเรียนรู้งานใหม่ ปรับชีวิตจิตใจรวมไปถึงการใช้ชีวิตให้ฟิตพร้อมที่จะเริ่มอะไรใหม่ๆ จิตใจจะกระชุ่มกระชวยช่วยให้หนีความแก่ได้ไม่น้อย
สุดยอดวิธีที่ 3 เจอคนที่อายุน้อยกว่าบ้าง
มีคนที่อายุน้อยกว่าเป็นเพื่อน จะช่วยทำให้เราต้องเลื่อนไหลไปกับคนที่เราคบหาไม่มากก็น้อย อาจจะคล้อยตามกันตั้งแต่ความคิดความอ่าน ไปจนถึงการแต่งกาย คนอายุน้อยกว่าเรา ต้องอยู่ในวัยที่สดใสกว่าเราแน่นอน จะเป็นเครื่องย้อนมาช่วยทำให้เราเข้าสู่โลกแห่งความสดใสตามไปด้วย แค่นี้ก็ช่วยให้คุณไม่ดูแก่เกินวัยไปได้อีกหลายกิโล
สุดยอดวิธีที่ 4 อย่างอ้างว่าไม่มีเวลาออกกำลัง
ยุคสมัยนี้จะมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์กันไม่ใช่น้อยว่า การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำจะช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง สุขภาพดี มีชีวิตจิตใจที่คงความเป็นหนุ่มสาวให้เนิ่นนานอยู่เสมอ แต่ก็ยังมีคนจำนวนไม่ใช่น้อยไม่ค่อยได้ออกกำลัง โดยอ้างว่าไม่มีเวลา ทั้งๆ ที่ความจริงทุกคนมีเวลาเท่ากันคือ วันละ 24 ชั่วโมง แต่คนส่วนหนึ่งไม่คิดถึงการจัดสรรเวลา ปล่อยให้เวลาผ่านไปแบบไร้เป้าหมาย แม้แต่เรื่องง่ายๆ อย่างการออกกำลังกายก็จัดสรรเวลาให้ไม่ได้ คนประเภทนี้ก็สมควรให้ความแก่มาเยือนไวๆ ส่วนคนที่ไม่อยากให้ความแก่ถามหา อย่าลืมออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอก็แล้วกัน
สุดยอดวิธีที่ 5 ยับยั้งอาหารที่ขาดคุณค่า
การที่คนเราแก่เกินวัยไปก่อนที่ควรจะเป็นนั้น เพราะเราขยันเพาะโรคโน่นโรคนี่ที่ร่างกายของเราโดยไม่รู้ตัว ด้วยการรับประทานอาหารที่ขาดคุณค่า อาหารที่ขาดคุณค่านอกจากจะไม่ได้ช่วยเสริมสร้างร่างกายแล้ว ยังมีส่วนช่วยทำลายให้ร่างกายของเราต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อยๆ อีกด้วย ที่จริงแล้วเดี๋ยวนี้มีการสื่อสารให้เห็นถึงการรับประทานอาหารที่มีคุณค่าจะมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไร และอาหารที่ขาดคุณค่าจะสร้างปัญหาให้ร่างกายอย่างไรกันเยอะแยะไปหมด แต่คนจำนวนไม่น้อยก็ยังอดตามใจปากตัวเองไม่ได้ จนเจ็บป่วยเป็นกันสารพัดโรค คนที่เจ็บไข้ได้ป่วยอยู่บ่อยๆ ย่อมพลอยทำให้ดูแก่เกินวัยไปอย่างแน่นอน ใครที่ยังไม่อยากแก่ก็น่าจะหาทางยับยั้งอาหารที่ขาดคุณค่าบ้างก็จะดีไม่น้อย
สุดยอดวิธีที่ 6 หาเวลาพักผ่อน
ชีวิตร่างกายคนเราก็เหมือนเครื่องจักรที่ต้องการพักผ่อนบ้าง การพักผ่อนของแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน บางคนพักผ่อนด้วยการอ่านหนังสือ บางคนพักผ่อนด้วยการตกปลา เล่นกีฬา หรือหาเวลานั่งคุยกัน ก็ถือเป็นการพักผ่อนทั้งนั้น การพักผ่อนช่วยให้เราผ่อนคลายจากความตึงเครียดทั้งจากความคิดและการกระทำ ใครทำได้เหมาะสม คลื่นลมแห่งความแก่ก็จะไม่แห่มาเยือนเร็วไปนัก บางคนทึกทักว่า พักผ่อนเมื่อมีเวลาว่างก็เพียงพอ ขอบอกว่า ไม่พอในกรณีที่ต้องการหนีความแก่ แต่ต้องหาเวลาพักผ่อนไม่ใช่พักผ่อนเมื่อว่าง อย่างที่บอกแล้วว่าร่างกายก็เหมือนเครื่องจักร ต้องให้พักผ่อนบ้าง จะได้ห่างความแก่สมใจปรารถนา
สุดยอดวิธีที่ 7 นอนให้เพียงพอ
ที่จริงแล้วการนอนก็ถือเป็นการพักผ่อนอย่างหนึ่ง ซึ่งควรจะรวมอยู่ในเรื่องการพักผ่อน แต่ที่แยกออกมาอีกข้อหนึ่ง ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นชัดขึ้นว่า การนอนที่เพียงพอจะช่วยชะลอความแก่ได้ เรื่องนี้หนุ่มๆ สาวๆ ยุคใหม่เข้าใจดีกันทุกคนว่า ถ้าร่างกายได้นอนหลับสนิทคืนละ 7-8 ชั่วโมง จะช่วยจรรโลงหน้าตาให้มีสง่าราศี ไร้สิวฝ้าราคีแบบไม่มีที่ติใครไม่อยากดูหน้าแก่ ก็แก้ด้วยการนอนให้เพียงพอก็แล้วกัน
สุดยอดวิธีที่ 8 อย่าต่อล้อต่อเถียง
เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่าการต่อล้อต่อเถียง ย่อมเกิดมาจากการมีปัญหาขัดแย้งกับใครสักคนหนึ่งถึงขั้นมีปากเสียงกัน ซึ่งย่อมเกิดแรงผลักดันให้เกิดความเครียด เมื่อความเครียดสะสมมากขึ้นเท่าไหร่ หนทางไปสู่ความแก่ก่อนถึงวัยอันควร ก็ถูกเชิญชวนให้ใกล้เข้ามามากขึ้นเท่านั้น จึงควรหันหลัง การมีเรื่องกับใคร จะได้ไม่ต้องต่อล้อต่อเถียงเลยจะดีกว่า
สุดยอดวิธีที่ 9 หลีกเลี่ยงอารมณ์โกรธ
สุดยอดวิธีนี้ก็ไม่ต่างจากวิธีที่ 8 เท่าไหร่ คือถ้าโกรธเมื่อไหร่ก็จะได้ผลลัพธ์เหมือนกันคือ เครียด เพียงแต่อาการโกรธ อาจจะไม่จำเป็นต้องมีคู่กรณีมาต่อล้อต่อเถียง แต่อาจจะโกรธเรื่องราวหรือเหตุการณ์ใดๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตก็ได้ การหลีกเลี่ยงอารมณ์โกรธจึงเป็นอีกสุดยอดวิธีที่คงความเป็นหนุ่มสาวไว้ได้นาน
สุดยอดวิธีที่ 10 โปรดมองคนอื่นในแง่ดี
การมองคนอื่นในแง่ดี ย่อมเกิดจากผู้ที่มีจิตใจดี และคนที่มีจิตใจดีย่อมทำให้ไม่มีความเครียด ความอึดอัดคับข้องใจเข้ามาเกี่ยวข้อง เมื่อเรามองคนอื่นในแง่ดี คนที่ถูกเรามองก็ต้องพึงพอใจ ทำให้เกิดความสุขใจกันทุกฝ่าย เรื่องง่าย ๆ แบบนี้รับรองหนีความแก่ได้แน่นอน
สุดยอดวิธีที่ 11 มีมิตรจิตมิตรใจ
นอกจากมองคนอื่นในแง่ดีแล้ว เราควรเป็นคนมีมิตรจิตมิตรใจอีกด้วย จะช่วยทำให้หัวใจเบิกบาน เมื่อหัวใจเบิกบาน อาการเครียดก็ไม่ถามหา นั่นหมายถึงว่าความชราก็จะมาเยือนช้าลงด้วย ความมีมิตรจิตมิตรใจเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ ในจิตใจของเราตลอดเวลาและเป็นเสน่หาที่ควรหาติดตัวไว้ตลอดไปจะช่วยทำให้ชีวิตมีความสุขมาก ๆ อีกด้วย นอกจากจะช่วยไม่ให้แก่เกินวัย
สุดยอดวิธีที่ 12 เดินทางไกลในโลกกว้าง
การเดินทางคือการสั่งสมประสบการณ์ของชีวิต เสริมสร้างความคิดให้ก้าวไกล ทำให้ชีวิตไม่ติดอยู่กับที่ตลอดเวลา บางคนบอกว่าการเดินทางท่องเที่ยวไกล ๆ เหมือนได้ชาร์จไฟให้ตัวเองดูเปล่งปลั่งเป็นยังเจนเนอเรชั่นอยู่เสมอ ใครที่เดินทางไกลในโลกกว้างบ่อย ๆ จะยืนยันสิ่งเหล่านี้ได้ดีว่า ชีวิตมีความสุขสนุกไปอีกแบบเมื่อได้เดินทางไกล แม้บางครั้งจะเหน็ดเหนื่อยไปบ้างก็ตาม แต่ก็สร้างความสนุกสนานรื่นเริงบันเทิงใจ เมื่อหัวใจมีความสุข ทุกข์ไม่มี ย่อมหนีความเปลี่ยนแปลงของร่างกายก่อนวัยอันควรได้บ้างไม่มากก็น้อยมิใช่หรือ
สุดยอดวิธีที่ 13 อย่าสร้างภาระให้ตัวเอง
มีคนจำนวนไม่น้อย ไม่ค่อยบันยะบันยังกับการใช้ชีวิต ชอบลิขิตชีวิตตัวเองให้มีภาระเกะกะเกินความจำเป็นอยู่ตลอดเวลา โดยไม่รู้ว่าจะค้นหาความพอดีที่ตรงไหน ทุกช่วงวัยของชีวิตจึงมีภารกิจมากมาย ทีขวนขวายเข้ามาให้ตัวเองอย่างไม่เกรงใจ ร่างกายที่จะต้องแก่ก่อนวัยโดยไม่รู้ตัว คนเราเกิดมาทุกคนหนีไม่พ้นที่จะต้องมีภาระ แต่ถ้าจะมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุข นั่งลุกสบาย ต้องเลิกขวนขวายสร้างภาระให้ตัวเอง ชีวิตที่เกร็ง ๆ แกน ๆ แก่ ๆ ก็จะอยู่แค่ความฝันเท่านั้น
สุดยอดวิธีที่ 14 รู้จักเกรงใจ
คำว่าเกรงใจนี้ หลายคนบอกว่าไม่รู้จะใช้คำภาษาอังกฤษว่าอะไรดีถึงจะมีความหมายลึกซึ้งถึงขั้วหัวใจเหมือนคนไทยใช้ เหมือนกับจะบอกว่าฝรั่งไม่รู้จักคำว่าเกรงใจ แต่แท้ที่จริงแล้วฝรั่งบางคนก็มีความเกรงใจเหมือนกัน แต่อาจจะไม่เข้มข้นเหมือนคนไทย ทำไมการเกรงใจจึงเป็นอีกสุดยอดวิธีหนีความแก่ เหตุเพราะว่าคนที่รู้จักเกรงใจมักเป็นคนที่มีจิตใจดีเป็นพื้นฐาน เมื่อเป็นคนจิตใจดี ย่อมจะมีอารมณ์เบิกบาน ไม่เป็นคนที่ควานหาความเครียดมาเข้าตัวง่ายๆ โอกาสที่จะกลายเป็นคนแก่ก่อนวัยก็จะไม่เกิดขึ้นได้ง่าย คนที่รู้จักเกรงใจคนอื่นก็มักจะได้รับการเกรงใจตอบกลับมาด้วย ซึ่งจะช่วยให้ความสัมพันธ์ต่อกันเป็นไปด้วยดี ชีวิตก็จะมีความสุขไปโดยปริยายนั่นเอง ใครที่คิดว่าตัวเองไม่ค่อยเกรงใจใคร ก็เริ่มปรับเปลี่ยนตัวเองได้ก่อนที่จะสายเกินการณ์
สุดยอดวิธีที่ 15 สนใจแฟชั่น คนเราพออายุเริ่มมากขึ้นหน่อยก็ปล่อยตัวปล่อยใจ ไม่ค่อยสนใจเรื่องเป็นไปของแฟชั่น เพราะคิดว่าไม่สำคัญ หรือคิดว่าแฟชั่นเป็นเรื่องของวัยรุ่นเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่ควรหันมาสนใจบ้างตามวัยแต่ก็ไม่ควรมากไปจนถึงกับเว่อร์ แฟชั่นจะช่วยทำให้เป็นคนทันยุคทันเหตุการณ์ ไม่ดูโบราณเกินไป คนบางคนที่เราพบเห็นทั่วไปก็ดูอายุจริงไม่มากเท่าไหร่ แต่ทำไมดูเหมือนอายุมาก ย่อมเกิดจากการแต่งกายเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เห็นเป็นเช่นนั้น ใครที่ไม่เคยสนใจความเป็นไปของแฟชั่น ก็ลองหันมาชายตามองดูบ้าง จะสร้างความกระชุ่มกระชวยช่วยคงความเป็นหนุ่มสาวได้นานแสนนาน
สุดยอดวิธีที่ 16 หมั่นยิ้มสม่ำเสมอ
พูดถึงเรื่องยิ้มแล้วน่าจะถือเป็นเรื่องธรรมดาของคนไทย แต่ปัจจุบันต้องยอมรับว่าของดีที่ติดตัวคนไทยมานานเริ่มเลือนรางไป รวมทั้ง รอยยิ้ม จากใบหน้าของคนไทยก็หาดูได้ยากลงเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่รอยยิ้มพิมพ์ใจไม่ต้องลงทุนใดๆ ก็ตาม วันนี้จึงต้องมาหัดยิ้มกันอีกครั้ง โดยเฉพาะผู้ที่ยังอยากเป็นหนุ่มเป็นสาวไปนานๆ รอยยิ้มนอกจากจะสร้างความประทับใจให้กับผู้พบเห็นแล้ว ยังสร้างความสุขใจให้กับเจ้าของรอยยิ้มอีกด้วย จึงไม่ต้องแปลกใจทำไมรอยยิ้มจึงทำให้แก่ช้า เพราะเมื่อจิตใจเป็นสุข ความเครียดก็ไม่เข้ามาเยือน ความแก่ก็เลือนหายไป ใครที่ไม่อยากแก่เกินวัยก็ยิ้มเข้าไว้แล้วจะได้ดีเอง
สุดยอดวิธีที่ 17 เสนอข้าวของให้ผู้อื่น
ความสุขที่แท้จริงในจิตใจของคนเราส่วนหนึ่งคือ ความสุขที่เกิดจากการให้ ลองนึกย้อนไปถึงวันที่เราให้ข้าวของเงินทองกับใครสักคนด้วยจิตใจที่อยากให้อย่างแท้จริง เราจะรู้สึกพองในหัวใจ ทั้งอิ่มเอิบ ทั้งภาคภูมิใจ มีความสุขที่ได้ให้ เมื่อใดมีความสุข จิตใจก็สบาย ปลอดโปร่ง โล่งจากเรื่องเครียดๆ ทั้งหลาย ความสบายใจเหล่านี้ คือ ที่มาของการคงความเป็นหนุ่มสาวไว้ จงเริ่มให้ผู้อื่นบ้างซะแต่วันนี้ เพื่อผลลัพธ์ดีๆ ที่ต้องการ
สุดยอดวิธีที่ 18 เป็นผู้ตื่นตลอดเวลา
ตื่นในที่นี้ไม่ได้มีความหมายแค่ตรงข้ามกับหลับเท่านั้น แต่หมายถึงตื่นตัวต่อการรับรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ย่างก้าวเข้ามาในชีวิต ไม่ใช่หลับไหลไม่รับรู้อะไรตลอดเวลา การตื่นตัวจะช่วยให้ร่างกายและจิตใจเคลื่อนไหว ย่อมช่วยให้ความเป็นหนุ่มเป็นสาวยืนยาวอยู่กับเราไปนานๆ ใครที่ชีวิตมีแต่ความหลับไหล ก็รีบเปลี่ยนใหม่เสียแต่วันนี้ก็แล้วกัน
สุดยอดวิธีที่ 19 หาเรื่องสร้างอารมณ์ขัน
ลองสังเกตดูคนที่แก่เกินวัยจะพบว่า ปัจจัยสำคัญคือ ไม่ค่อยมีอารมณ์ขัน นอกจากไม่มีอารมณ์ขันแล้ว บางครั้งมีอารมณ์เครียดมากเกินไป จนจิตใจห่อหี่ยวพอๆ กับใบหน้า ถึงเวลาแล้วสำหรับคนที่ไม่อยากแก่ ควรหาเรื่องสร้างอารมณ์ขันบ้าง เพราะถ้าเรามีอารมณ์ขันได้เมื่อไหร่ แสดงว่าเราต้องไม่มีเรื่องเครียด ไม่มีเรื่องหนักใจ เมื่อไม่มีเรื่องเครียด โอกาสที่ความแก่จะเบียดเข้ามาใกล้ชิดเราก็จะน้อยไปด้วย
สุดยอดวิธีที่ 20 ขยันเป็นนิจ
คนที่เราเห็นดูหนุ่มสาวกว่าอายุจริง จะมีเคล็ดลับอยู่อย่างหนึ่ง ซึ่งคนอื่นมักไม่ค่อยรู้คือ เป็นคนขยัน คนขยันมักจะเป็นคนชอบเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ทั้งเคลื่อนไหวสมองและร่างกาย ใครอยากเป็นหนุ่มสาวนานๆ อย่ามองผ่านคำว่า ขยัน รับรองว่าเป็นจริงแน่นอน
สุดยอดวิธีที่ 21 ฟิตหัวใจให้ตื่นตัว
หัวใจคนเราก็เหมือนร่างกาย ถ้าขาดความฟิตเมื่อไหร่ ก็จะดูอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ความเป็นหนุ่มสาวหรือเฒ่าชะแรแก่ชราไม่ใช่อยู่ที่ร่างกายเท่านั้น หัวใจก็เป็นส่วนสำคัญ บางคนถึงอายุจริงจะแก่แต่หัวใจยังฟิตอยู่ก็ดูเหมือนหนุ่มสาวได้เหมือนกัน ขณะที่บางคนหนุ่มฟ้อหล่อเฟี้ยว แต่หัวใจเหี่ยววก่อนวัย ก็ดูกลายเป็นแก่เกินวัยไปก็มี อย่าลืม ฟิตหัวใจให้ตื่นตัว ถ้าคุณเป็นโรคกลัวความแก่
สุดยอดวิธีที่ 22 ไม่ควรกลัวความลำบาก
คนที่อยากคงความเป็นหนุ่มสาวไว้นานๆ ต้องผ่านความยากลำบากในชีวิตบ้าง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเอง พวกที่เกรงกลัวความลำบากมากเท่าไหร่ ชีวิตก็จะมีความอับเฉา เอาตัวไม่รอดมากเท่านั้น พอนานวันเข้าก็เข้าขั้นแก่เกินวัยโดยไม่รู้ตัว ใครกลัวความลำบาก ระวังจะแก่เกินวัยไว้ด้วยก็แล้วกัน
สุดยอดวิธีที่ 23 ไม่ฝากชีวิตไว้กับผู้อื่น
คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างแท้จริง มักเป็นคนประเภทสู้ด้วยลำแข้งของตัวเอง คนพวกนี้จะมีความภาคภูมิใจ สุขใจในวิถีชีวิตของตัวเอง แตกต่างจากพวกที่ฝากชีวิตไว้กับผู้อื่น ที่อาจจะมีสุข แต่ก็เป็นสุขแบบเซ็งๆ บางคนก็สุขแบบหงอยๆ ไม่ค่อยภาคภูมิใจในตัวเอง ความไม่ภาคภูมิใจในตัวเองจะมีส่วนช่วยเร่งให้ความเป็นหนุ่มเป็นสาวหายไปไวกว่ากำหนด นึกถึงกฎเกณฑ์ข้อนี้ไว้บ้างก็ดี สำหรับผู้ที่อยากคงความเป็นหนุ่มสาวนานๆ
สุดยอดวิธีที่ 24 ชื่นชมคนอื่นเมื่อถึงเวลา
การที่คนๆ หนึ่งจะชื่นชมใครนั้น ต้องแสดงว่าคนๆ นั้นต้องเป็นคนที่มีจิตใจดีงามพอสมควรคนที่มีจิตใจดีงามก็จะมีความผ่องใสในอารมณ์ และอารมณ์ที่ผ่องใสย่อมทำให้ไม่เครียด คนเราลองไม่เครียดซะอย่าง หนทางเป็นหนุ่มเป็นสาวนานๆ ย่อมไม่หนีไปไหนอยู่แล้ว อย่าลืมชื่นชมคนอื่นบ้าง เพื่อสร้างความสุขในใจเราและในใจเขาผู้ถูกชื่นชม
สุดยอดวิธีที่ 25 พิจารณาคุณความดีของตัวเอง
คนเราบางคนเฝ้ามองแต่ข้อเสียของตัวเอง จนจิตใจเศร้าหมอง เมื่อจิตใจเศร้าหมอง ก็ลองคิดดูว่าจะไม่แก่เกินวัยได้ยังไง ต้องเปลี่ยนใหม่ หันมามองเห็นคุณความดีของตัวเองบ้าง แล้วจะรู้ว่ากำลังใจที่ได้จากการมองเห็นความดีของตัวเอง จะช่วยเร่งให้ความเป็นหนุ่มสาวคงทนได้ดีขนาดไหน
เกล็ดน่ารู้ คู่ความงาม
1. ช๊อกโกแลตนี่แหละ ที่มาของใบหน้ามีสิว
จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการศึกษาหรืองานวิจัยใดๆที่สนับสนุนว่าความเชื่อดังกล่าวเป็นจริง ในต่างประเทศได้มีการทดลองทฤษฎีนี้โดยแบ่งคนเป็นสิวที่มีความรุนแรงเท่าๆกันออกเป็นสองกลุ่ม ให้กลุ่มแรกงดกินช๊อกโกแลตเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม ส่วนกลุ่มหลังให้กินช๊อกโกแลต 3 แท่งต่อสัปดาห์ติดต่อกันเป็นเวลานาน 4 สัปดาห์ ผลการทดลองพบว่าไม่มีความแตกต่างระหว่างคนทั้งสองกลุ่ม จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าการกินช๊อกโกแลตเป็นสาเหตุหนึ่งซึ่งไปกระตุ้นให้เกิดสิวขึ้นจริงเหมือนอย่างที่หลายคนเชื่อกัน...แต่ทำให้อ้วนได้แน่นอนเชียวค่ะ
2. ค่า SPF ในครีมกันแดดยิ่งสูงยิ่งกันแดดได้ดีSPF
ย่อมาจาก Sun Protection Factor เป็นค่าที่บอกว่าผิวของคุณสามารถทนต่อแสงแดดได้นานเท่าไหร่โดยไม่เกิดผิวไหม้ เช่น ถ้าคุณไปตากแดดแล้วเกิดผิวไหม้ภายใน 15 นาที หลังใช้ครีมกันแดดที่มี SPF 15 แล้วจะช่วยทำให้ผิวของคุณทนต่อการไหม้ของแดดได้นานขึ้นถึง 15x15=225 นาที ส่วนค่า SPF ที่เพิ่มขึ้นจะช่วยให้ผิวป้องกันแสงแดดได้มากขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เช่น SPF 30 กันแดดได้ 97% SPF 60 กันได้ 98-98.5% จะเห็นว่า SPF จาก 30 เป็น 60 ช่วยกันแดดได้เพิ่มขึ้นเพียง 1-1.5% เท่านั้นซึ่งถือว่าน้อยมาก ดังนั้น ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงๆจึงไม่ได้ดีกว่าเสมอไป
3. วิตามินและอาหารเสริมเพิ่มความสวย
การรับประทานวิตามินและอาหารเสริมกลายเป็นกระแสนิยมไปแล้วในขณะนี้ เนื่องจากมีโฆษณาชวนเชื่อมากมาย อ้างว่าสามารถทำให้ผิวสวยสุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอกได้ หากคุณอยู่ดีกินดีไม่ได้อดมื้อกินมื้อ วิตามินและอาหารเสริม ก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็น เพราะการรับประทานอาหารครบทั้ง 5 หมู่และผักผลไม้สดๆย่อมได้คุณค่าทางอาหารมากกว่าอยู่แล้ว แถมราคายังถูกกว่าอีกด้วย จริงไหมคะ
4. ย้อมผมอย่างไรให้ปลอดภัย
ยาย้อมผมเป็นเครื่องสำอางที่มีสารเคมีบางชนิดซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายได้หากใช้ผิดวิธี เพื่อความปลอดภัยควรทดสอบอาการแพ้โดยทาบนท้องแขนก่อนใช้ 24 ชั่วโมง หากไม่มีอาการคัน บวม แดงจึงย้อมได้ ห้ามใช้ถ้ามีผื่นผิวหนังอักเสบ แผลเปิดหรือรอยถลอกบนหนังศรีษะ ไม่ควรเกาหรือนวดศรีษะก่อนและระหว่างย้อม อย่านำไปย้อมขนที่อื่น เช่น ขนตา ขนคิ้ว ระวังไม่ให้น้ำยาย้อมกระเด็นเข้าตาเด็ดขาด หากมีอาการคัน ปวดแสบปวดร้อน มีผื่นแดงให้หยุดใช้ทันทีแล้วล้างออกด้วยน้ำปริมาณมากๆก่อนไปพบแพทย์
5. ทำอย่างไรดีเมื่อเล็บเปราะบาง
เล็บเปราะเกิดจากการขาดความชุ่มชื้นซึ่งมักพบในคนที่ล้างมือบ่อยๆหรือขาดแร่ธาตุบางชนิด เช่น ไบโอติน แคลเซียม การใช้ครีมบำรุงผิวเข้มข้นหลังล้างมืออาจทำให้ดีขึ้นบ้าง ควรตัดเล็บให้สั้นเพื่อป้องกันเล็บฉีกเมื่อต้องหยิบจับของแข็ง หมั่นรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อการบำรุงเล็บ เช่น ตับ เนื้อสัตว์ ข้าวกล้อง และถั่ว ถ้ายังไม่ดีขึ้นลองรับประทานไบโอตินขนาด 2.5 มิลลิกรัมกต่อวัน จะช่วยให้เล็บแข็งแรงขึ้นได้
6. สนไหม..สมุนไพรพอกหน้าให้ด่างดำ
การใช้สมุนไพรพอกหน้าจากสถานเสริมความงามหรือทำด้วยตัวเองต้องระวังมากเป็นพิเศษ เพราะหากโชคไม่ดีแทนที่จะได้หน้าขาวใสกลับได้รอยด่างดำแทน เพราะพืชสมุนไพรบางชนิด เช่น มะนาว มะกรูด มีสารที่ทำให้เกิดผื่นผิวหนังอักเสบและรอยดำหลังจากสัมผัสสารนั้นแล้วไปตากแดด ดังนั้น ถ้าไม่จำเป็นควรหลีกเลี่ยงดีกว่าค่ะ
7. ที่มีของปัญหาผิวแตกลายผิวแตกลาย
เป็นปัญหาที่พบบ่อยในวัยรุ่นที่โตเร็ว นักกีฬาเล่นกล้าม หญิงตั้งครรภ์และโรคที่มีความผิดปกติของฮอร์โมน การที่ร่างกายมีขนาดโตขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้ผิวหนังขยายตัวยืดตามไม่ทันจึงเกิดเป็นรอยแผลย่นขึ้น ระยะแรกผิวแตกลายมีสีแดงและจะกลายเป็นสีขาวออกวาวๆในระยะหลัง การทายาในกลุ่มกรดวิตามินเออาจทำให้ดีขึ้นได้บ้าง ส่วนการรักษาเลเซอร์ต้องทำต่อเนื่องหลายครั้งและมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง
8. มอยส์เจอไรเซอร์จำเป็นมากขาดไม่ได้
มอยส์เจอไรเซอร์เป็นผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวพรรณซึ่งมีหลากหลายชนิดให้เลือกใช้ โลชั่นเหมาะสำหรับคนที่มีผิวผสมหรือผิวแห้งในบางพื้นที่ ครีมเหมาะกับคนผิวแห้งซึ่งควรเลือกชนิดที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสิวอุดตันภายหลัง ส่วนผิวแพ้ง่ายให้เลือกชนิดที่ไม่มีสี ไม่มีน้ำหอม และระบุว่าเป็น Hypoallergenic ใครที่หน้ามันอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์เลยก็ได้ เพราะผิวมีความชุ่มชื้นอยู่แล้ว
9. เหงื่อออกมากผิดปกติที่รักแร้
ภาวะเหงื่อออกมากผิดปกติ เป็นภาวะที่ระบบประสาทซึ่งควบคุมการหลั่งของเหงื่อทำงานมากกว่าปกติ ตำแหน่งที่พบบ่อยคือ รักแร้ ฝ่ามือและฝ่าเท้า คนประสบปัญหานี้จะมีซอกรักแร้เปียกชื้นตลอดเวลาและอาจทำให้มีกลิ่นตัวได้ บางคนไม่กล้าใส่เสื้อผ้าสีอ่อนๆเพราะกลัวจะเห็นเป็นรอยเปียกเหงื่อ การรักษามีหลายวิธี เช่น การทายา Aluminium chloride 20% การรับประทานยาที่มีผลระงับเหงื่อ การฉีดโบท๊อกซ์ และการผ่าตัดต่อมเหงื่อ
10. ยาสีฟันใช้ทาแผลน้ำร้อนลวกได้จริงหรือ
ยาสีฟันเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการทำความสะอาดฟันซึ่งมีส่วนประกอบของสารขัดสี สารควบคุมความเป็นกรด-ด่าง สารที่ทำให้เกิดฟองและสารกันบูด ยังมีคนอีกมากที่ปฐมพยาบาลแผลน้ำร้อนลวกเบื้องต้นด้วยการทายาสีฟัน ความจริงแล้วไม่มีส่วนผสมใดๆในยาสีฟันที่สามารถช่วยรักษาหรือสมานแผลได้เลย แต่อาจทำให้เกิดแผลลุกลามจากการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนยากต่อการรักษาและทิ้งรอยแผลเป็นมากกว่าปกติได้
11. ถ้าไม่อยากแก่เร็วอยู่ให้ไกลจากบุหรี่
ทราบไหมคะว่าการสูบบุหรี่นอกจากจะเป็นสาเหตุของโรคถุงลมโป่งพองและมะเร็งปอดแล้ว ยังมีผลกระทบต่อระบบผิวหนังอีกด้วย สารนิโคตินในบุหรี่จะทำให้เส้นเลือดเกิดการหดตัวจึงส่งผลให้การหมุนเวียนของเลือดไปเลี้ยงผิวหนังลดลง แถมยังมีสารอะซีตาลดีไฮด์ซึ่งถูกปล่อยออกมากับควันบุหรี่ไปรบกวนทำให้ผิวหนังอ่อนแอลง นานๆเข้าสีผิวจะกลายเป็นสีเหลืองอมเทา เกิดรอยย่นและแก่ก่อนวัยได้
12. ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้จากการต่อเล็บ
การต่อเล็บต้องใช้กาวเป็นตัวเชื่อมระหว่างเล็บจริงกับเล็บปลอม สารประกอบที่สำคัญของกาวเชื่อม คือ เอทธิลไซยาโนอะคริเลท มีคนจำนวนหนึ่งซึ่งมีปฎิกิริยาแพ้สารตัวนี้ทำให้ผิวหนังรอบเล็บเป็นผื่นแดง บวม คันมาก และยากต่อการรักษา ดังนั้น การต่อเล็บจึงเป็นทางเลือกของความสวยที่มีความเสี่ยงด้วยเช่นกัน
13. ครีมกันแดดสำหรับวันที่มีแดดเท่านั้น
เป็นที่ทราบกันดีว่ารังสีอัลตราไวโอเลตในแสงแดดสามารถทำให้ผิวหนังไหม้ เกิดริ้วรอย กระ ฝ้าและมะเร็งผิวหนังได้ มีคนจำนวนไม่น้อยคิดว่าถ้าแดดไม่ออกหรือเวลาไปเที่ยวต่างประเทศที่มีเมฆครึ้มหิมะตกก็ไม่ต้องทาครีมกันแดดซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะถึงแม้ว่าเมฆจะหนาทึบเพียงใด 80% ของรังสีอัลตร้าไวโอเลตยังคงลอดผ่านลงมาอยู่ดี หรือแม้แต่แสงจากไฟในห้องก็ตามค่ะ
14. ขนคุด
ที่มาและวิธีกำจัดขนคุดเกิดจากเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วอุดตันอยู่ในรูขุมขน ทำให้ขนไม่สามารถงอกออกมาได้อย่างปกติ มีลักษณะเป็นตุ่มนูนเม็ดเล็กๆ คลำแล้วรู้สึกสากๆ บริเวณที่พบบ่อยคือต้นแขนและต้นขา ส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ บางครั้งอาจมีการอักเสบร่วมด้วยทำให้เห็นเป็นตุ่มแดง พบว่ามีความสัมพันธ์กับโรคภูมิแพ้ การทายาประเภทอนุพันธ์ของกรดวิตามิน AHA หรือ BHA จะทำให้ดีขึ้นได้ แต่ถ้าหยุดก็มีโอกาสกลับมาเป็นใหม่ได้อีก
15. นอนผิดท่าใบหน้ามีริ้วรอย
เคยไหมคะว่าที่คุณพบว่าใบหน้ามีรอยย่นหลังตื่นนอนขึ้นมาตอนเช้าหรือว่าร่องแก้มด้านหนึ่งมีรอยลึกมากกว่าอีกด้าน ริ้วรอยที่เกิดขึ้นนี้มีผลมาจากการนอนในท่าที่มีการกดทับติดต่อกันเป็นเวลานานหลายชั่วโมงที่เรียกว่า "สลีฟ ลายน์" คนที่ชอบนอนคว่ำหรือนอนตะแคงอาจเกิดรอยแบบนี้ได้มาก หากคุณเป็นคนหนึ่งซึ่งประสบปัญหานี้ให้ลองฝึกนอนหงายดูนะคะ เพราะการนอนหลับในท่านอนหงายจะดีที่สุดสำหรับผิวหน้าของคุณค่ะ
16. จุดซ่อนเร้นสะอาดเกินจำเป็น...อันตราย
จุดซ่อนเร้นหรือช่องคลอดของผู้หญิงจะมีสภาวะเป็นกรดอ่อนๆจากเชื้อจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ซึ่งมีผลดีต่อการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา การใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเฉพาะที่เป็นประจำอาจทำให้สมดุลของความเป็นกรดด่างนี้เสียไป ส่งผลให้เชื้อราเติบโตขึ้นมาแทน บางรายอาจเกิดการแพ้และระคายเคืองจากน้ำหอมที่ผสมอยู่ โดยทั่วไปการทำความสะอาดช่อ่งคลอดด้วยน้ำเปล่าและสบู่ธรรมดาก็เพียงพอแล้ว
17. เรื่องของส้นเท้าแตก แห้งและเจ็บ
ส้นเท้าแตกเป็นอาการของผิวหนังที่แห้งและขาดความชุ่มชื้นอย่างมากทำให้ผิวหนังส่วนนอกหนาและแตกเป็นร่องคล้ายกับผิวดินที่แตกระแหง บางคนพยายามจะดึงหนังที่แข็งๆออก แต่กลับทำให้หนังฉีกลึกลงไปถึงเนื้อด้านในซึ่งจะเจ็บมากเวลาเดิน การรักษาต้องใช้มอยส์เจอไรเซอร์ชนิดเข้มข้นร่วมกับยาทาที่มีส่วนผสมของยูเรียและกรดซาลิไซลิกทาเป็นประจำทุกวันจึงจะดีขึ้น
จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการศึกษาหรืองานวิจัยใดๆที่สนับสนุนว่าความเชื่อดังกล่าวเป็นจริง ในต่างประเทศได้มีการทดลองทฤษฎีนี้โดยแบ่งคนเป็นสิวที่มีความรุนแรงเท่าๆกันออกเป็นสองกลุ่ม ให้กลุ่มแรกงดกินช๊อกโกแลตเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม ส่วนกลุ่มหลังให้กินช๊อกโกแลต 3 แท่งต่อสัปดาห์ติดต่อกันเป็นเวลานาน 4 สัปดาห์ ผลการทดลองพบว่าไม่มีความแตกต่างระหว่างคนทั้งสองกลุ่ม จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าการกินช๊อกโกแลตเป็นสาเหตุหนึ่งซึ่งไปกระตุ้นให้เกิดสิวขึ้นจริงเหมือนอย่างที่หลายคนเชื่อกัน...แต่ทำให้อ้วนได้แน่นอนเชียวค่ะ
2. ค่า SPF ในครีมกันแดดยิ่งสูงยิ่งกันแดดได้ดีSPF
ย่อมาจาก Sun Protection Factor เป็นค่าที่บอกว่าผิวของคุณสามารถทนต่อแสงแดดได้นานเท่าไหร่โดยไม่เกิดผิวไหม้ เช่น ถ้าคุณไปตากแดดแล้วเกิดผิวไหม้ภายใน 15 นาที หลังใช้ครีมกันแดดที่มี SPF 15 แล้วจะช่วยทำให้ผิวของคุณทนต่อการไหม้ของแดดได้นานขึ้นถึง 15x15=225 นาที ส่วนค่า SPF ที่เพิ่มขึ้นจะช่วยให้ผิวป้องกันแสงแดดได้มากขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เช่น SPF 30 กันแดดได้ 97% SPF 60 กันได้ 98-98.5% จะเห็นว่า SPF จาก 30 เป็น 60 ช่วยกันแดดได้เพิ่มขึ้นเพียง 1-1.5% เท่านั้นซึ่งถือว่าน้อยมาก ดังนั้น ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงๆจึงไม่ได้ดีกว่าเสมอไป
3. วิตามินและอาหารเสริมเพิ่มความสวย
การรับประทานวิตามินและอาหารเสริมกลายเป็นกระแสนิยมไปแล้วในขณะนี้ เนื่องจากมีโฆษณาชวนเชื่อมากมาย อ้างว่าสามารถทำให้ผิวสวยสุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอกได้ หากคุณอยู่ดีกินดีไม่ได้อดมื้อกินมื้อ วิตามินและอาหารเสริม ก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็น เพราะการรับประทานอาหารครบทั้ง 5 หมู่และผักผลไม้สดๆย่อมได้คุณค่าทางอาหารมากกว่าอยู่แล้ว แถมราคายังถูกกว่าอีกด้วย จริงไหมคะ
4. ย้อมผมอย่างไรให้ปลอดภัย
ยาย้อมผมเป็นเครื่องสำอางที่มีสารเคมีบางชนิดซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายได้หากใช้ผิดวิธี เพื่อความปลอดภัยควรทดสอบอาการแพ้โดยทาบนท้องแขนก่อนใช้ 24 ชั่วโมง หากไม่มีอาการคัน บวม แดงจึงย้อมได้ ห้ามใช้ถ้ามีผื่นผิวหนังอักเสบ แผลเปิดหรือรอยถลอกบนหนังศรีษะ ไม่ควรเกาหรือนวดศรีษะก่อนและระหว่างย้อม อย่านำไปย้อมขนที่อื่น เช่น ขนตา ขนคิ้ว ระวังไม่ให้น้ำยาย้อมกระเด็นเข้าตาเด็ดขาด หากมีอาการคัน ปวดแสบปวดร้อน มีผื่นแดงให้หยุดใช้ทันทีแล้วล้างออกด้วยน้ำปริมาณมากๆก่อนไปพบแพทย์
5. ทำอย่างไรดีเมื่อเล็บเปราะบาง
เล็บเปราะเกิดจากการขาดความชุ่มชื้นซึ่งมักพบในคนที่ล้างมือบ่อยๆหรือขาดแร่ธาตุบางชนิด เช่น ไบโอติน แคลเซียม การใช้ครีมบำรุงผิวเข้มข้นหลังล้างมืออาจทำให้ดีขึ้นบ้าง ควรตัดเล็บให้สั้นเพื่อป้องกันเล็บฉีกเมื่อต้องหยิบจับของแข็ง หมั่นรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อการบำรุงเล็บ เช่น ตับ เนื้อสัตว์ ข้าวกล้อง และถั่ว ถ้ายังไม่ดีขึ้นลองรับประทานไบโอตินขนาด 2.5 มิลลิกรัมกต่อวัน จะช่วยให้เล็บแข็งแรงขึ้นได้
6. สนไหม..สมุนไพรพอกหน้าให้ด่างดำ
การใช้สมุนไพรพอกหน้าจากสถานเสริมความงามหรือทำด้วยตัวเองต้องระวังมากเป็นพิเศษ เพราะหากโชคไม่ดีแทนที่จะได้หน้าขาวใสกลับได้รอยด่างดำแทน เพราะพืชสมุนไพรบางชนิด เช่น มะนาว มะกรูด มีสารที่ทำให้เกิดผื่นผิวหนังอักเสบและรอยดำหลังจากสัมผัสสารนั้นแล้วไปตากแดด ดังนั้น ถ้าไม่จำเป็นควรหลีกเลี่ยงดีกว่าค่ะ
7. ที่มีของปัญหาผิวแตกลายผิวแตกลาย
เป็นปัญหาที่พบบ่อยในวัยรุ่นที่โตเร็ว นักกีฬาเล่นกล้าม หญิงตั้งครรภ์และโรคที่มีความผิดปกติของฮอร์โมน การที่ร่างกายมีขนาดโตขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้ผิวหนังขยายตัวยืดตามไม่ทันจึงเกิดเป็นรอยแผลย่นขึ้น ระยะแรกผิวแตกลายมีสีแดงและจะกลายเป็นสีขาวออกวาวๆในระยะหลัง การทายาในกลุ่มกรดวิตามินเออาจทำให้ดีขึ้นได้บ้าง ส่วนการรักษาเลเซอร์ต้องทำต่อเนื่องหลายครั้งและมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง
8. มอยส์เจอไรเซอร์จำเป็นมากขาดไม่ได้
มอยส์เจอไรเซอร์เป็นผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวพรรณซึ่งมีหลากหลายชนิดให้เลือกใช้ โลชั่นเหมาะสำหรับคนที่มีผิวผสมหรือผิวแห้งในบางพื้นที่ ครีมเหมาะกับคนผิวแห้งซึ่งควรเลือกชนิดที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสิวอุดตันภายหลัง ส่วนผิวแพ้ง่ายให้เลือกชนิดที่ไม่มีสี ไม่มีน้ำหอม และระบุว่าเป็น Hypoallergenic ใครที่หน้ามันอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์เลยก็ได้ เพราะผิวมีความชุ่มชื้นอยู่แล้ว
9. เหงื่อออกมากผิดปกติที่รักแร้
ภาวะเหงื่อออกมากผิดปกติ เป็นภาวะที่ระบบประสาทซึ่งควบคุมการหลั่งของเหงื่อทำงานมากกว่าปกติ ตำแหน่งที่พบบ่อยคือ รักแร้ ฝ่ามือและฝ่าเท้า คนประสบปัญหานี้จะมีซอกรักแร้เปียกชื้นตลอดเวลาและอาจทำให้มีกลิ่นตัวได้ บางคนไม่กล้าใส่เสื้อผ้าสีอ่อนๆเพราะกลัวจะเห็นเป็นรอยเปียกเหงื่อ การรักษามีหลายวิธี เช่น การทายา Aluminium chloride 20% การรับประทานยาที่มีผลระงับเหงื่อ การฉีดโบท๊อกซ์ และการผ่าตัดต่อมเหงื่อ
10. ยาสีฟันใช้ทาแผลน้ำร้อนลวกได้จริงหรือ
ยาสีฟันเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการทำความสะอาดฟันซึ่งมีส่วนประกอบของสารขัดสี สารควบคุมความเป็นกรด-ด่าง สารที่ทำให้เกิดฟองและสารกันบูด ยังมีคนอีกมากที่ปฐมพยาบาลแผลน้ำร้อนลวกเบื้องต้นด้วยการทายาสีฟัน ความจริงแล้วไม่มีส่วนผสมใดๆในยาสีฟันที่สามารถช่วยรักษาหรือสมานแผลได้เลย แต่อาจทำให้เกิดแผลลุกลามจากการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนยากต่อการรักษาและทิ้งรอยแผลเป็นมากกว่าปกติได้
11. ถ้าไม่อยากแก่เร็วอยู่ให้ไกลจากบุหรี่
ทราบไหมคะว่าการสูบบุหรี่นอกจากจะเป็นสาเหตุของโรคถุงลมโป่งพองและมะเร็งปอดแล้ว ยังมีผลกระทบต่อระบบผิวหนังอีกด้วย สารนิโคตินในบุหรี่จะทำให้เส้นเลือดเกิดการหดตัวจึงส่งผลให้การหมุนเวียนของเลือดไปเลี้ยงผิวหนังลดลง แถมยังมีสารอะซีตาลดีไฮด์ซึ่งถูกปล่อยออกมากับควันบุหรี่ไปรบกวนทำให้ผิวหนังอ่อนแอลง นานๆเข้าสีผิวจะกลายเป็นสีเหลืองอมเทา เกิดรอยย่นและแก่ก่อนวัยได้
12. ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้จากการต่อเล็บ
การต่อเล็บต้องใช้กาวเป็นตัวเชื่อมระหว่างเล็บจริงกับเล็บปลอม สารประกอบที่สำคัญของกาวเชื่อม คือ เอทธิลไซยาโนอะคริเลท มีคนจำนวนหนึ่งซึ่งมีปฎิกิริยาแพ้สารตัวนี้ทำให้ผิวหนังรอบเล็บเป็นผื่นแดง บวม คันมาก และยากต่อการรักษา ดังนั้น การต่อเล็บจึงเป็นทางเลือกของความสวยที่มีความเสี่ยงด้วยเช่นกัน
13. ครีมกันแดดสำหรับวันที่มีแดดเท่านั้น
เป็นที่ทราบกันดีว่ารังสีอัลตราไวโอเลตในแสงแดดสามารถทำให้ผิวหนังไหม้ เกิดริ้วรอย กระ ฝ้าและมะเร็งผิวหนังได้ มีคนจำนวนไม่น้อยคิดว่าถ้าแดดไม่ออกหรือเวลาไปเที่ยวต่างประเทศที่มีเมฆครึ้มหิมะตกก็ไม่ต้องทาครีมกันแดดซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะถึงแม้ว่าเมฆจะหนาทึบเพียงใด 80% ของรังสีอัลตร้าไวโอเลตยังคงลอดผ่านลงมาอยู่ดี หรือแม้แต่แสงจากไฟในห้องก็ตามค่ะ
14. ขนคุด
ที่มาและวิธีกำจัดขนคุดเกิดจากเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วอุดตันอยู่ในรูขุมขน ทำให้ขนไม่สามารถงอกออกมาได้อย่างปกติ มีลักษณะเป็นตุ่มนูนเม็ดเล็กๆ คลำแล้วรู้สึกสากๆ บริเวณที่พบบ่อยคือต้นแขนและต้นขา ส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ บางครั้งอาจมีการอักเสบร่วมด้วยทำให้เห็นเป็นตุ่มแดง พบว่ามีความสัมพันธ์กับโรคภูมิแพ้ การทายาประเภทอนุพันธ์ของกรดวิตามิน AHA หรือ BHA จะทำให้ดีขึ้นได้ แต่ถ้าหยุดก็มีโอกาสกลับมาเป็นใหม่ได้อีก
15. นอนผิดท่าใบหน้ามีริ้วรอย
เคยไหมคะว่าที่คุณพบว่าใบหน้ามีรอยย่นหลังตื่นนอนขึ้นมาตอนเช้าหรือว่าร่องแก้มด้านหนึ่งมีรอยลึกมากกว่าอีกด้าน ริ้วรอยที่เกิดขึ้นนี้มีผลมาจากการนอนในท่าที่มีการกดทับติดต่อกันเป็นเวลานานหลายชั่วโมงที่เรียกว่า "สลีฟ ลายน์" คนที่ชอบนอนคว่ำหรือนอนตะแคงอาจเกิดรอยแบบนี้ได้มาก หากคุณเป็นคนหนึ่งซึ่งประสบปัญหานี้ให้ลองฝึกนอนหงายดูนะคะ เพราะการนอนหลับในท่านอนหงายจะดีที่สุดสำหรับผิวหน้าของคุณค่ะ
16. จุดซ่อนเร้นสะอาดเกินจำเป็น...อันตราย
จุดซ่อนเร้นหรือช่องคลอดของผู้หญิงจะมีสภาวะเป็นกรดอ่อนๆจากเชื้อจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ซึ่งมีผลดีต่อการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา การใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเฉพาะที่เป็นประจำอาจทำให้สมดุลของความเป็นกรดด่างนี้เสียไป ส่งผลให้เชื้อราเติบโตขึ้นมาแทน บางรายอาจเกิดการแพ้และระคายเคืองจากน้ำหอมที่ผสมอยู่ โดยทั่วไปการทำความสะอาดช่อ่งคลอดด้วยน้ำเปล่าและสบู่ธรรมดาก็เพียงพอแล้ว
17. เรื่องของส้นเท้าแตก แห้งและเจ็บ
ส้นเท้าแตกเป็นอาการของผิวหนังที่แห้งและขาดความชุ่มชื้นอย่างมากทำให้ผิวหนังส่วนนอกหนาและแตกเป็นร่องคล้ายกับผิวดินที่แตกระแหง บางคนพยายามจะดึงหนังที่แข็งๆออก แต่กลับทำให้หนังฉีกลึกลงไปถึงเนื้อด้านในซึ่งจะเจ็บมากเวลาเดิน การรักษาต้องใช้มอยส์เจอไรเซอร์ชนิดเข้มข้นร่วมกับยาทาที่มีส่วนผสมของยูเรียและกรดซาลิไซลิกทาเป็นประจำทุกวันจึงจะดีขึ้น
ริมฝีปากสวย ยั่วใจ
ริมฝีปาก... อวัยวะที่เย้ายวนที่สุดบนใบหน้า เพราะเป็นส่วนที่บ่งบอกได้ดีถึงอารมณ์ ความรู้สึก และนิสัยของผู้เป็นเจ้าของ หากเปรียบดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ ริมฝีปากก็คือหน้าต่างของอารมณ์นั่นเอง
ยามอารมณ์แจ่มใส รอบกายมีแต่สิ่งสวยงาม เรียวปากย่อมแย้มยิ้ม แสดงความรู้สึกสุขใจ แต่เมื่อใดเกิดความไม่พอใจหรือไม่สบอารมณ์ เรียวปากน้อย ๆ ก็อาจเหยียดตรง หลุบลง หรือเม้มไว้ บ่งบอกความรู้สึกขัดใจ แม้แต่ศาสตร์โหงวเฮ้งของจีนเองก็ยังยกให้ปากเป็นอวัยวะสำคัญที่บ่งบอกลักษณะนิสัยใจคอ บุคลิก และวิถีชีวิตของผู้เป็นเจ้าของ เรียวปากจึงมีความสำคัญมิใช่น้อย และเป็นอวัยวะสำคัญที่เจ้าของไม่ควรละเลย และด้วยเหตุผลที่ริมฝีปากสามารถสะท้อนความนัยไปถึงอวัยวะอันลึกเร้นของเพศหญิง จุดประสงค์ใหญ่ของการทาปาก จึงเป็นไปเพื่อดึงดูดใจเพศตรงข้ามให้หลงใหลในความชุ่มฉ่ำเย้ายวน...
เรียวปากสวยดังใจหญิงสาวทุกคนต่างใฝ่ฝันอยากมีริมฝีปากสวยงามได้รูป หากใครเกิดมาพร้อมริมฝีปากที่ลงตัวสมสัดส่วนก็ถือว่าเป็นเรื่องดี แต่หากสาวใดไม่โชคดีขนาดนั้นก็ไม่ต้องกังวลว่าเป็นเรื่องใหญ่โต เพราะการแต่งแต้มและเพิ่มสีสันให้เรียวปากจะช่วยแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี เพียงแค่มีเรียวปากที่สดใส ทุกส่วนของใบหน้าก็จะดูแจ่มใสเจิดจ้าขึ้นได้อย่างน่าแปลกใจ ลิปสติกจึงเป็นเครื่องสำอางที่สำคัญที่สุดมาตลอดทุกยุค ขนาดสาว ๆ เมื่อ 5,000 ปีก่อน เขาก็ยังใช้สีสันจากธรรมชาติมาทาปากกันแล้ว
ขั้นตอนที่ 1บำรุงเรียวปาก
ปากที่ทาลิปสติกได้สวยจะต้องเนียนเรียบไม่แห้งแตกเป็นขุย ดังนั้นก่อนทาลิปสติกจึงควรรองพื้นปากด้วยครีมบำรุงริมฝีปากหรือลิปบาล์มเพื่อช่วยให้ริมฝีปากชุ่มชื้น ควรทาลิปบาล์มทันทีหลังจากการทาครีมบำรุงผิวหน้า เพื่อให้ลิปบาล์มมีเวลาซึมซาบเข้าไปบำรุงผิวปากได้ในขณะที่แต่งใบหน้าส่วนอื่น และเมื่อแต่งหน้าส่วนอื่นเสร็จแล้วจึงใช้กระดาศทิชชูซับลิปบาล์มที่เหลือออกอย่างเบามือ ริมฝีปากจะชุ่มชื้นและเรียบเนียนขึ้นในทันทีโดยไม่ทิ้งความมันไว้และสีลิปสติกที่ทาทับลงไปจะติดได้ทนนานเคล็บลับ หากต้องการให้สีสันของลิปสติกติดทนนานกว่าเดิม ควรทารองพื้นให้ทั่วริมฝีปากก่อนทาลิปสติก
ขั้นตอนที่ 2เขียนขอบปาก
เพื่อเน้นริมฝีปากให้เด่นชัดขึ้น ป้องกันไม่ให้สีลิปสติกซึมเลอะขอบปาก และในบางสถานการณ์ยังสามารถช่วยแก้ไขรูปทรงของปากได้ด้วย โดยเริ่มจากการเลือกดินสอเขียนขอบปากที่มีสีใกล้เคียงกับสีผิวปากตามธรรมชาติ หรือคล้ายกับสีลิปสติกที่จะทาให้มากที่สุด บรรจงใช้ดินสอเขียนไปตามรูปขอบปากตามธรรมชาติ ถ้ามือไม่นิ่งพอ ให้วางข้อศอกลงบนโต๊ะเครื่องแป้ง แล้วค่อย ๆ เขียนจะช่วยได้มากเลยค่ะ หลีกเลี่ยงการเขียนขอบปากให้เลยออกมานอกริมฝีปากมากเกินไป เพราะเมื่อสีลิปสติกจางลง เส้นขอบปากจะเด่นจนน่าเกลียด ส่วนถ้าใครอยากวาดขอบปากเพื่อแก้ไขรูปปาก แนะนำว่า ถ้าอยากให้เรียวปากดูบางลง ให้เขียนขอบปากเลยเข้าไปในริมฝีปากเล็กน้อย แต่ถ้าอยากให้ปากดูเต็มอิ่มขึ้นก็วาดขอบปากให้เลยริมฝีปากจริงออกมา โดยเคล็ดลับที่ทำให้เส้นขอบปากไม่โดดจนเกินไปก็คือ ให้ใช้พู่กันทาปากแห้ง ๆ ไล้ไปตามเส้นขอบปากที่เขียนไว้ จะทำให้ขอบปากดูนุ่มขึ้นได้ในทันที และหากอยากให้สีลิปสติกติดทนนานยิ่งขึ้นก็สามารถใช้ดินสอเขียนขอบปากระบายให้ทั่วแทนลิปสติกได้ โดยตั้งดินสอให้ด้านข้างของเนื้อสีชิดกับริมฝีปากเพื่อให้ทาได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น ตบท้ายด้วยการใช้พู่กันจุ่มลิปบาล์มทาเคลือบริมฝีปากบาง ๆ เพื่อป้องกันปากแห้งแตก ส่วนดินสอแท่งใหญ่ที่ใช้ทาปากโดยเฉพาะ หรือที่เรียกว่า ชับบี้สติ๊ก (Chubby Stick) นั้น ไม่ควรนำมาใช้เขียนขอบปากเพราะมีส่วนผสมที่เป็นเนื้อครีมมากเกินไป ซึ่งจะทำให้ขอบปากเลอะเทอะได้ง่ายเคล็ดลับ อากาศร้อน ๆ อย่างนี้จะทำให้เนื้อดินสอเขียนขอบปากนิ่มและหักง่าย ก่อนใช้ให้นำไปแช่ตู้เย็น หรือนำมาจุ่มน้ำเย็นสักครู่ จะช่วยให้เนื้อดินสอแข็งขึ้น
ขั้นตอนที่ 3 เลือกเนื้อและสีลิปสติกให้เหมาะกับตัวเอง
หากอยากหาซื้อลิปสติกที่ถูกใจสักแท่ง สาว ๆ คงต้องคิดกันหลายตลบ เพราะลิปสติกมีมากมายหลายสีหลากเฉด แถมยังไม่รู้ว่าลิปสติกสีไหนชนิดใดกันแน่ที่เหมาะกับตัวเอง คำแนะนำเหล่านี้จะช่วยให้การเลือกลิปสติกเป็นเรื่องง่ายและสนุกขึ้นค่ะ
วิธีเลือกชนิดของลิปสติกลิปสติก
เนื้อด้าน (Matte Lipstick)เหมาะกับการเน้นสีสันของริมฝีปาก เป็นชนิดที่ติดทนนานที่สุดเพราะมีส่วนผสมของแป้งในเปอร์เซ็นต์สูง แต่เมื่อทาแล้วปากจะแห้งมาก แต่ปัจจุบันมีการเปลี่ยนส่วนผสมของเนื้อลิปสติกจากแป้งมาเป็นโพลีเมอร์และซิลิโคน เพื่อช่วยให้ปากชุ่มชื้นขึ้น หรือลองผสมลิปสติกเนื้อด้านเข้ากับลิปบาล์ม อาจทำให้ติดทนนานน้อยลงไปบ้างแต่ริมฝีปากจะชุ่มชื้นมากขึ้น
ลิปสติกเนื้อประกาย (Shimmer Lipstick)เนื้อคล้ายลิปสติกแบบครีม แต่มีส่วนผสมของไมก้าและไททาเนียมไดออกไซด์ ที่มีคุณสมบัติสะท้อนแสงและเพิ่มประกาย ทำให้ริมฝีปากดูอวบอิ่มขึ้นและมีสีสันติดทนพอสมควร เป็นลิปสติกที่เหมาะกับฤดูร้อน
ลิปสติกเนื้อครีม (Cream Lipstick)สีแบบทึบแสงของลิปสติกชนิดนี้จะช่วยให้ริมฝีปากดูเต็ม อวบอิ่มและอ่อนเยาว์ เนื้อลิปสติกที่เนียนเรียบยังช่วยให้การทาปากสีเข้มดูอ่อนโยนและเย้ายวนขึ้น วิธีที่ดีที่สุดในการทาลิปสติกชนิดนี้คือ ทาชั้นแรกแล้วควรใช้กระดาษทิชชูซับริมฝีปากก่อน จากนั้นใช้พู่กันระบายทับลงไป วิธีนี้จะช่วยให้สีสันติดทนนานขึ้นกว่าเดิม
ลิปสติกเนื้อบางใส (Sheer Lipstick)เนื้อบางเบาของลิปสติกชนิดนี้จะเผยให้เห็นสีของริมฝีปากจริง ทำให้ดูสวยเป็นธรรมชาติ ให้ความชุ่มชื้นสูง แต่จะไม่ติดทนนาน
ลิปกลอส (Gloss)จะช่วยให้ริมฝีปากเนียนนุ่มชุ่มชื้นและดูอ่อนเยาว์ ทั้งยังทำให้ปากเรียบเนียนได้ดีกว่าลิปสติกทั่วไป จะใช้ทาเดี่ยว ๆ เพื่อเน้นสีธรรมชาติของริมฝีปากเพียงอย่างเดียว หรือทาทับลงไปบนลิปสติกเพื่อเพิ่มความเงางามหรือเป็นไฮไลท์ก็ได้
วิธีเลือกลิปสติก
สีสันของลิปสติกมีหลายเฉด หลากโทน รวม ๆ แล้วก็มากมายหลายร้อยสี สิ่งสำคัญที่สุดในการตัดสินใจเลือกสีใดก็ตาม คือ อย่าให้แรงดึงดูดแห่งสีสันของลิปสติกเหล่านั้นมีพลังอำนาจมากกว่าตัวตนจริง ๆ ของเรา ควรจะเลือกสีลิปสติกที่บ่งบอกความเป็นตัวตนจริง ๆ ของเรามากกว่า
เลือกสีตามฤดูกาล ในฤดูร้อนที่ทุก ๆ อย่างรอบตัวสะท้อนแสงแดดเป็นประกายเช่นนี้ ควรเลือกสีลิปสติกที่เป็นประกาย สดใส แวววาว เพื่อให้ดูสดชื่น มีชีวิตชีวา ยามต้องแสงแดดจ้า ส่วนเมื่อท้องฟ้าไม่ค่อยแจ่มใสนักตอนย่างเข้าฤดูฝน สีลิปสติกที่เหมาะกับสีเทาอึมครึมของท้องฟ้าคือสีชมพูอมม่วง สีน้ำตาลอมม่วง สีม่วงอ่อน หรือสีชมพูนู้ด ก็เหมาะเช่นกัน พอถึงฤดูหนาว สีสันทุกอย่างจะดูเคร่งขรึม โดยเฉพาะบนเวทีแฟชั่นที่สีสันจะเข้มข้นขึ้น หนักขึ้น เด่นชัดขึ้น สีลิปสติกจึงควรจะเข้มอย่างสีไวน์ แดงเบอร์กันดี ม่วงพลัม น้ำตาลช็อกโกแลต ให้เข้ากับสีผ้าทึม ๆ และเนื้อผ้าที่หนา หนัก
ขั้นตอนที่ 4 แต้มสีให้เรียวปาก
ผู้หญิงส่วนใหญ่นิยมทาลิปสติกโดยตรงจากแท่งหรือใช้วิธีป้ายด้วยปลายนิ้ว แต่การทาลิปสติกที่ถูกต้องที่สุดคือการใช้พู่กันทาปากซึ่งเป็นเครื่องมือที่สำคัญมากสำหรับช่างแต่งหน้า เพราะนอกจากจะระบายสีได้สวยเสมอกันทั่วทั้งปากแล้ว ยังทำให้สีติดทนนานขึ้นด้วย เพราะพู่กันจะเกลี่ยสีได้อย่างพอเหมาะพอดี และยังเป็นผลพลอยได้ให้ประหยัดลิปสติกได้ด้วย นอกจากนี้ยังทำให้สีลิปสติกกับเส้นขอบปากที่วาดไว้ กลมกลืนกันได้อย่างเป็นธรรมชาติเคล็ดลับ ควรมีพู่กันทาปากแบบเก็บใส่ปลอกติดตัวไว้ เพื่อจะได้มีพู่กันสะอาด ๆ ไว้แต้มเติมเรียวปากได้ทุกเวลา ควรเลือกชนิดที่มีขนแปรงยาวประมาณ 8 มิลลิเมตร (1/3 นิ้ว) ซึ่งเป็นขนาดที่ไม่สั้นไม่ยาว เพื่อควบคุมการทาปากให้เที่ยงตรงที่สุด
ใส่ใจดูแลเรียวปาก
ผิวหนังบริเวณริมฝีปากนั้นทั้งบอบบางและละเอียดอ่อนกว่าผิวส่วนอื่น ๆ บนใบหน้า และยังอ่อนแอพอ ๆ กับผิวรอบดวงตา เนื่องจากไม่มีต่อมน้ำมันสำหรับเคลือบป้องกันการสูญเสียความชุ่มชื้น เราจึงควรใส่ใจดูแลและปกป้องริมฝีปากเป็นพิเศษจากสิ่งรบกวนต่าง ๆ เช่น แสงอาทิตย์ ลม ความร้อน ความแห้งจากเครื่องปรับอากาศ และแม้แต่การเลียริมฝีปากบ่อย ๆ ซึ่งส่งผลให้ริมฝีปากแห้ง แตก หรือลอกเป็นขุย
สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ริมฝีปากเนียนนุ่มชุ่มชื่นและดูอ่อนเยาว์ก็คือ
1. ลิปบาล์ม หรือที่เรียกกันติดปากว่าลิปมันนั่นเอง ส่วนผสมหลักของลิปบาล์ม มาจากสารที่เป็นไขมันหรือคอเลสเตอรอล เช่น ขี้ผึ้งหรือคาร์นูบาแว็กซ์ ที่ช่วยเคลือบริมฝีปากและเก็บกักความชุ่มชื่นไว้ใต้ผิวหนัง นอกจากนี้ ในปัจจุบันได้มีการผสมสารกันแดดลงไปในลิปบาล์มหรือลิปสติกจำนวนมากด้วย เนื่องจากพบว่าผิวบริเวณริมฝีปากนั้นแทบจะไม่มีเมลานินซึ่งเป็นกลไกหลักในการป้องกันแสงแดดอยู่เลย เป็นเหตุให้ปากแห้ง แตกหรือไหม้ได้ง่าย ดังนั้นการใช้ลิปสติกหรือลิปบาล์มที่มีส่วนผสมของสารกันแดดทุกวันจึงจำเป็นเช่นเดียวกับการทาครีมกันแดดก่อนออกจากบ้านเลยทีเดียว
2. เมื่ออายุมากขึ้น ริมฝีปากจะยิ่งสูญเสียไขมันและยิ่งบางลง ผิวรอบริมฝีปากก็จะเริ่มมีริ้วรอยปรากฏให้เห็น ดังนั้นขณะที่ทาครีมบำรุงผิวหน้าจึงไม่ควรลืมบำรุงผิวปากด้วย โดยใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่ใช้กับผิวหน้าซึ่งมีส่วนผสมของวิตามินเอ ซี อี และสารป้องกันแสงแดดซึ่งช่วยปกป้องผิวจากการทำลายของอนุมูลอิสระ อันจะนำมาซึ่งการแก่ก่อนวัย และควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ซึ่งจะทำลายคอลลาเจนและอิลาสตินไปจากผิวด้วย
3. การใช้มาสค์พอกหน้ามาพอกบริเวณริมฝีปากก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยบำรุงผิวปากได้ แต่ควรเลือกใช้มาสค์ชนิดที่เพิ่มความชุ่มชื้น (Moisture Mask) เท่านั้น
4. การรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินและการดื่มน้ำมาก ๆ ก็สามารถช่วยบำรุงรักษาผิวปากได้เช่นกัน ควรดื่มน้ำสะอาดไม่น้อยกว่าวันละ 6-8 แก้ว เพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นให้ร่างกายและริมฝีปาก
5. การบริหารเรียวปากเพื่อชะลอวัยให้ริมฝีปากไร้ริ้วรอย ทำได้โดย นั่งลงที่หน้ากระจกในตอนเช้า ผ่อนคลายร่างกายทุกส่วนให้มากที่สุด ทำทีละขั้นตอนอย่างช้า ๆ เท่าที่จะทำได้ โดยเริ่มจาก
- ฉีกยิ้มให้มุมปากทั้งสองกางออกไปด้านข้างช้า ๆ แล้วค่อย ๆ หุบกลับมา ทำซ้ำกันประมาณ 20-30 ครั้ง จะช่วยไม่ให้มุมปากตกและเกิดริ้วรอยรอบมุมปาก ทั้งยังช่วยให้กล้ามเนื้อขากรรไกรแข็งแรงขึ้นด้วย
- พูดคำว่า เอ อี ไอ โอ ยู ต่อกันประมาณ 15-20 ครั้ง พูดช้า ๆ ชัด ๆ ทีละคำ จะช่วยแก้อาการเมื่อยปากได้มาก
เคล็ดลับแห่งเรียวปากสวย
1. ในยามคับขันและขาดแคลนลิปสติกจริง ๆ ให้ใช้บลัชออนสีชมพูและอายแชโดว์สีน้ำตาลอ่อนมาขยี้รวมกันบนฝ่ามือ แล้วผสมลิปบาล์มหรือปิโตรเลียมเจลลี่ลงไป เท่านี้ก็ใช้ทาปากแทนลิปสติกได้แล้ว
2. หากไม่อยากให้เส้นขอบปากโดดออกมาเกินไปนัก ให้เขียนขอบปากหลังจากการทาลิปสติกแล้ว เพราะความลื่นของเนื้อลิปสติกจะช่วยให้เขียนขอบปากได้ง่ายขึ้น และจะได้เส้นขอบปากที่ไม่โดดจนเห็นชัดเกินไปด้วย
3. ซื้อลิปสติกมา 5 สี สามารถนำมาผสมกันได้เป็นร้อยสี โดยควรจะมีสีชมพู สีน้ำตาลเข้ม สีแดง สีส้ม และสีใส ๆ ประกายมุกอีก 1 สี แล้วสนุกกับการสร้างสรรค์สีปากด้วยตัวคุณเองได้เลย
4. ถ้าไม่อยากทิ้งลิปสติกแท่งเก่าที่ทาจนกุดแล้ว ให้หาตลับเล็ก ๆ มาหนึ่งตลับ หรือตลับอายแชโดว์เก่าก็ได้ ใช้ช้อนเล็ก ๆ หรือไม้สะอาด ๆ ค่อย ๆ แคะลิปสติกจากแท่งมาใส่ในตลับ ก็จะได้ลิปสติกสีถูกใจไว้ใช้อีกพักใหญ่
5. ถ้าขอบปากตามธรรมชาติไม่ชัดเจนหรือไม่สม่ำเสมอ แก้ไขได้ด้วยการใช้ดินสอเขียนขอบปาก โดยเลือกสีที่ใกล้เคียงกับริมฝีปากจะดีที่สุด
6. หากทาลิปสติกเลยเข้าไปทางด้านในของริมฝีปากจนไม่แน่ใจว่าจะเลอะฟันหรือไม่ ให้ทำเหมือนนางแบบ โดยยิงฟันเอาไว้ แล้วเอานิ้วชี้วางตามแนวนอนระหว่างริมฝีปาก หุบปากเข้ามาจนริมฝีปากด้านในชนกับนิ้ว สีที่จะเลอะฟัน จะมาติดอยู่ที่นิ้วแทน
7. หากเขียนขอบปากเลอะออกมา แก้ไขได้โดยใช้กระดาษทิชชูซับริมฝีปาก แล้วใช้คอตตอนบัดลบขอบปากให้หมด จากนั้นใช้นิ้วแตะคอนซีลเลอร์ทาเบา ๆ ให้รอบขอบปาก ค่อย ๆ เกลี่ยให้กลมกลืน ใช้นิ้วตบแป้งฝุ่นทับเบา ๆ แล้วจึงค่อยวาดขอบปากใหม่
8. วิธีง่าย ๆ ที่จะช่วยแก้ปัญหาปากเป็นขุยคือใช้วาสลีนทาปากให้หนา ๆ แล้วเอาแปรงสีฟันค่อย ๆ ขัดริมฝีปากให้ขุยหลุดออก
9. เวลารีบ ๆ ควรทาลิปสติกสีชมพูอมน้ำตาลที่เข้ากับสีปากธรรมชาติจะดีกว่าทาด้วยสีแดงหรือสีเข้มมาก ๆ เพราะสีเข้มต้องการความแน่นอนและเที่ยงตรงในการทา ซึ่งต้องใช้เวลามากกว่า
10. คนที่มีริมฝีปากเล็ก แก้ไขได้โดยใช้คอนซีลเลอร์ที่มีคุณสมบัติช่วยกระจายแสงทาให้ทั่วขอบปาก จะทำให้เส้นขอบปากเดิมดูจางลง
11. ถ้าปากแห้งหรือแตก ให้ทาลิปบาล์มที่มีค่า SPF อย่างน้อย 15 และทาซ้ำบ่อย ๆ ตลอดวันโดยไม่ต้องรอให้ปากแห้ง
12. สำหรับคนที่ริมฝีปากเป็นร่อง แก้ไขได้โดยทาอายแชโดว์สีขาวลงไปตามร่องปาก แล้วทาลิปสติกทับ ประกายของอายแชโดว์จะสะท้อนแสงช่วยกลบรอยของร่องปากได้
ปากบอกนิสัย
ตำรานรลักษณ์ศาสตร์ของจีนให้ความสำคัญกับอวัยวะทุกส่วนบนใบหน้า ตั้งแต่คิ้วใช้ทำนายชื่อเสียงเกียรติยศ ดวงตาบอกถึงความคิดสติปัญญา จมูกทำนายทรัพย์สินและฐานะ หูบอกอำนาจและอายุ และท้ายสุดคือปากนั้นบ่งบอกถึงลักษณะนิสัยได้
1. ปากใหญ่ เป็นคนกระตือรือร้น ชอบดิ้นรนหาสิ่งแปลกใหม่ เปี่ยวด้วยพลังชีวิต เสาะแสวงหาประสบการณ์ความรู้ใส่ตน
2. ปากเล็ก เป็นคนจิตใจหวั่นไหวง่าย มักเก็บกด มีความใฝ่ฝันและทะเยอทะยาน เช่น ปากของออเดรย์ แฮปเบิร์น
3. ปากอิ่ม เป็นคนที่มีอารมณ์โรแมนติก มีเสน่ห์ต่อเพศตรงข้าม
4. มุมปากโค้งเล็กน้อย เป็นคนมีจิตใจเข้มแข็งและมีความมั่นใจในตนเองสูงมาก ไม่ว่าจะถูกหรือผิด และไม่ค่อยยอมฟังเหตุผล
5. มุมปากโค้งขึ้น เป็นคนมีความสามารถในการปกครองที่ดี บริหารงานโดยใช้สติปัญญา มีความรับผิดชอบสูง ร่าเริง เปิดเผย และมีเสน่ห์ในตัวเอง
6. ปากอ้าหรือเผยอ เป็นคนที่มีจิตใจดีงาม อารมณ์ดี เปิดเผย มองโลกในแง่ดี แต่มักลังเล เช่น ปากของแองเจลีน่า โจลี่
7. มีเส้นลึกรอบริมฝีปาก เป็นคนจับจน ทำงานทีละหลายอย่างแต่มักไม่สำเร็จสักอย่างและค่อนข้างตระหนี่ถี่เหนียว
8. ปากบาง เป็นคนมีเหตุผล มีความคิดดี สามารถเก็บความรู้สึกและควบคุมตนเองได้ดี ฉลาดเฉลียว รู้เท่าทันคน
9. ปากคว่ำ เป็นคนดื้อรั้น เอาแต่ใจตนเอง แต่มีความตั้งใจแน่วแน่ ซึ่งปากรูปแบบนี้ค่อนข้างจะหายาก
10. ริมฝีปากล่างหนาเต็มอวบอิ่ม เป็นคนเชื่อมั่นในตัวเองสูง ขี้หึง เช่น ปากของบริตนี่ย์ สเปียร์ส
11. ริมฝีปากล่างห้อยและเต็มอิ่ม เป็นคนชอบแสดงอำนาจ เช่น ปากของนาโอมิ แคมป์เบลล์
12. ปากรูปพระจันทร์เสี้ยว เป็นคนมีจิตใจร่าเริง แจ่มใส มองโลกในแง่ดี มีความคิดสร้างสรรค์ อารมณ์อ่อนไหว โรแมนติก และมีเสน่ห์ต่อเพศตรงข้าม เช่น ปากของอูม่า เทอร์แมน
13. ปากบางและกว้าง เป็นคนมีความรับผิดชอบในหน้าที่การงาน มั่นใจในตัวเองสูง จิตใจเข้มแข็ง เย่อหยิ่งทะนงตน และบ้าอำนาจ เช่น ปากของจูเลีย โรเบิร์ตส์
14. ปากรูปหัวใจ เป็นคนอ่อนแอ อ่อนไหว นิ่มนวล ถ้าเป็นผู้ชายก็จะมีจิตใจคล้ายผู้หญิง
เรื่องของริมฝีปากที่คนอยากรู้
ผิวบริเวณริมฝีปากแตกต่างจากผิวบริเวณอื่นอย่างไร
ผิวบริเวณริมฝีปากเป็นส่วนที่ไวต่อความรู้สึกที่สุดของร่างกาย เนื่องจากเป็นจุดรวมของปลายประสาทนับล้านเส้น ทั้งยังเปลี่ยนแปลงง่าย และบอบบางจนเกือบจะโปร่งใส นอกจากนี้ยังปราศจากต่อมไขมัน ต่อมเหงื่อ และรูขุมขน
ทำไมริมฝีปากจึงไวต่อความแห้งและแตกลอกง่าย
เนื่องจากผิวบริเวณริมฝีปากบอบบางกว่าบริเวณอื่น จึงตอบสนองต่อการระคายเคืองได้รวดเร็ว การใช้ผลิตภัณฑ์เพิ่มความชุ่มชื้นให้ริมฝีปากจะช่วยชะลอการสูญเสียความชุ่มชื้นให้ช้าลง ลดอาการระคายเคืองที่เกิดจากการแตกลอก และช่วยยับยั้งอาการระคายเคืองที่อาจเกิดขึ้นได้อีกด้วย
สภาพแวดล้อมมีผลต่อริมฝีปากหรือไม่
ริมฝีปากเป็นอวัยวะที่อ่อนไหวต่อผลกระทบจากภายนอก เช่น สายลม แสงแดด และสารพิษในสิ่งแวดล้อมอยู่เสมอ เพราะปราการในการป้องกันตัวเองของริมฝีปากนั้นอ่อนแอมาก ทั้งยังเป็นส่วนที่มีปริมาณเมลานินน้อย จึงได้รับผลกระทบจากรังสีอัลตร้าไวโอเลตได้มาก
ริมฝีปากของผู้หญิงและผู้ชายแตกต่างกันหรือไม่
แม้ว่าผิวหนังบริเวณใบหน้าและร่างกายของหญิงและชายจะต่างกัน แต่ผิวหนังบริเวณริมฝีปากนั้นเหมือนกัน คือ มีความบอบบางและเปลี่ยนสภาพง่าย แต่ริมฝีปากของผู้หญิงจะทนต่อปัจจัยภายนอกได้มากกว่า เพราะผู้หญิงมักทาลิปสติกซึ่งช่วยปกป้องริมฝีปากได้
ลิปบาล์มป้องกันริมฝีปากได้จริงหรือ
การใช้ลิปบาล์มอย่างสม่ำเสมอจะช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้ริมฝีปาก จึงสามารถป้องกันความแห้งจากสายลม สารระคายเคือง และความร้อนสูง ๆ ได้ เนื่องจากในลิปบาล์มมักมีส่วนผสมหลัก คือ กรดไขมันและคอเลสเตอรอล อันเป็นองค์ประกอบตามธรรมชาติของปราการที่ปกป้องความชุ่มชื้นและช่วยซ่อมแซมผิวหนังชั้นนอกสุดของเรียวปากได้ นอกจากนั้นก็ยังอาจมีส่วนผสมอื่นที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบำรุงรักษาผิวปากและต่อต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินเอ ซี และอี ฯลฯ
ยามอารมณ์แจ่มใส รอบกายมีแต่สิ่งสวยงาม เรียวปากย่อมแย้มยิ้ม แสดงความรู้สึกสุขใจ แต่เมื่อใดเกิดความไม่พอใจหรือไม่สบอารมณ์ เรียวปากน้อย ๆ ก็อาจเหยียดตรง หลุบลง หรือเม้มไว้ บ่งบอกความรู้สึกขัดใจ แม้แต่ศาสตร์โหงวเฮ้งของจีนเองก็ยังยกให้ปากเป็นอวัยวะสำคัญที่บ่งบอกลักษณะนิสัยใจคอ บุคลิก และวิถีชีวิตของผู้เป็นเจ้าของ เรียวปากจึงมีความสำคัญมิใช่น้อย และเป็นอวัยวะสำคัญที่เจ้าของไม่ควรละเลย และด้วยเหตุผลที่ริมฝีปากสามารถสะท้อนความนัยไปถึงอวัยวะอันลึกเร้นของเพศหญิง จุดประสงค์ใหญ่ของการทาปาก จึงเป็นไปเพื่อดึงดูดใจเพศตรงข้ามให้หลงใหลในความชุ่มฉ่ำเย้ายวน...
เรียวปากสวยดังใจหญิงสาวทุกคนต่างใฝ่ฝันอยากมีริมฝีปากสวยงามได้รูป หากใครเกิดมาพร้อมริมฝีปากที่ลงตัวสมสัดส่วนก็ถือว่าเป็นเรื่องดี แต่หากสาวใดไม่โชคดีขนาดนั้นก็ไม่ต้องกังวลว่าเป็นเรื่องใหญ่โต เพราะการแต่งแต้มและเพิ่มสีสันให้เรียวปากจะช่วยแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี เพียงแค่มีเรียวปากที่สดใส ทุกส่วนของใบหน้าก็จะดูแจ่มใสเจิดจ้าขึ้นได้อย่างน่าแปลกใจ ลิปสติกจึงเป็นเครื่องสำอางที่สำคัญที่สุดมาตลอดทุกยุค ขนาดสาว ๆ เมื่อ 5,000 ปีก่อน เขาก็ยังใช้สีสันจากธรรมชาติมาทาปากกันแล้ว
ขั้นตอนที่ 1บำรุงเรียวปาก
ปากที่ทาลิปสติกได้สวยจะต้องเนียนเรียบไม่แห้งแตกเป็นขุย ดังนั้นก่อนทาลิปสติกจึงควรรองพื้นปากด้วยครีมบำรุงริมฝีปากหรือลิปบาล์มเพื่อช่วยให้ริมฝีปากชุ่มชื้น ควรทาลิปบาล์มทันทีหลังจากการทาครีมบำรุงผิวหน้า เพื่อให้ลิปบาล์มมีเวลาซึมซาบเข้าไปบำรุงผิวปากได้ในขณะที่แต่งใบหน้าส่วนอื่น และเมื่อแต่งหน้าส่วนอื่นเสร็จแล้วจึงใช้กระดาศทิชชูซับลิปบาล์มที่เหลือออกอย่างเบามือ ริมฝีปากจะชุ่มชื้นและเรียบเนียนขึ้นในทันทีโดยไม่ทิ้งความมันไว้และสีลิปสติกที่ทาทับลงไปจะติดได้ทนนานเคล็บลับ หากต้องการให้สีสันของลิปสติกติดทนนานกว่าเดิม ควรทารองพื้นให้ทั่วริมฝีปากก่อนทาลิปสติก
ขั้นตอนที่ 2เขียนขอบปาก
เพื่อเน้นริมฝีปากให้เด่นชัดขึ้น ป้องกันไม่ให้สีลิปสติกซึมเลอะขอบปาก และในบางสถานการณ์ยังสามารถช่วยแก้ไขรูปทรงของปากได้ด้วย โดยเริ่มจากการเลือกดินสอเขียนขอบปากที่มีสีใกล้เคียงกับสีผิวปากตามธรรมชาติ หรือคล้ายกับสีลิปสติกที่จะทาให้มากที่สุด บรรจงใช้ดินสอเขียนไปตามรูปขอบปากตามธรรมชาติ ถ้ามือไม่นิ่งพอ ให้วางข้อศอกลงบนโต๊ะเครื่องแป้ง แล้วค่อย ๆ เขียนจะช่วยได้มากเลยค่ะ หลีกเลี่ยงการเขียนขอบปากให้เลยออกมานอกริมฝีปากมากเกินไป เพราะเมื่อสีลิปสติกจางลง เส้นขอบปากจะเด่นจนน่าเกลียด ส่วนถ้าใครอยากวาดขอบปากเพื่อแก้ไขรูปปาก แนะนำว่า ถ้าอยากให้เรียวปากดูบางลง ให้เขียนขอบปากเลยเข้าไปในริมฝีปากเล็กน้อย แต่ถ้าอยากให้ปากดูเต็มอิ่มขึ้นก็วาดขอบปากให้เลยริมฝีปากจริงออกมา โดยเคล็ดลับที่ทำให้เส้นขอบปากไม่โดดจนเกินไปก็คือ ให้ใช้พู่กันทาปากแห้ง ๆ ไล้ไปตามเส้นขอบปากที่เขียนไว้ จะทำให้ขอบปากดูนุ่มขึ้นได้ในทันที และหากอยากให้สีลิปสติกติดทนนานยิ่งขึ้นก็สามารถใช้ดินสอเขียนขอบปากระบายให้ทั่วแทนลิปสติกได้ โดยตั้งดินสอให้ด้านข้างของเนื้อสีชิดกับริมฝีปากเพื่อให้ทาได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น ตบท้ายด้วยการใช้พู่กันจุ่มลิปบาล์มทาเคลือบริมฝีปากบาง ๆ เพื่อป้องกันปากแห้งแตก ส่วนดินสอแท่งใหญ่ที่ใช้ทาปากโดยเฉพาะ หรือที่เรียกว่า ชับบี้สติ๊ก (Chubby Stick) นั้น ไม่ควรนำมาใช้เขียนขอบปากเพราะมีส่วนผสมที่เป็นเนื้อครีมมากเกินไป ซึ่งจะทำให้ขอบปากเลอะเทอะได้ง่ายเคล็ดลับ อากาศร้อน ๆ อย่างนี้จะทำให้เนื้อดินสอเขียนขอบปากนิ่มและหักง่าย ก่อนใช้ให้นำไปแช่ตู้เย็น หรือนำมาจุ่มน้ำเย็นสักครู่ จะช่วยให้เนื้อดินสอแข็งขึ้น
ขั้นตอนที่ 3 เลือกเนื้อและสีลิปสติกให้เหมาะกับตัวเอง
หากอยากหาซื้อลิปสติกที่ถูกใจสักแท่ง สาว ๆ คงต้องคิดกันหลายตลบ เพราะลิปสติกมีมากมายหลายสีหลากเฉด แถมยังไม่รู้ว่าลิปสติกสีไหนชนิดใดกันแน่ที่เหมาะกับตัวเอง คำแนะนำเหล่านี้จะช่วยให้การเลือกลิปสติกเป็นเรื่องง่ายและสนุกขึ้นค่ะ
วิธีเลือกชนิดของลิปสติกลิปสติก
เนื้อด้าน (Matte Lipstick)เหมาะกับการเน้นสีสันของริมฝีปาก เป็นชนิดที่ติดทนนานที่สุดเพราะมีส่วนผสมของแป้งในเปอร์เซ็นต์สูง แต่เมื่อทาแล้วปากจะแห้งมาก แต่ปัจจุบันมีการเปลี่ยนส่วนผสมของเนื้อลิปสติกจากแป้งมาเป็นโพลีเมอร์และซิลิโคน เพื่อช่วยให้ปากชุ่มชื้นขึ้น หรือลองผสมลิปสติกเนื้อด้านเข้ากับลิปบาล์ม อาจทำให้ติดทนนานน้อยลงไปบ้างแต่ริมฝีปากจะชุ่มชื้นมากขึ้น
ลิปสติกเนื้อประกาย (Shimmer Lipstick)เนื้อคล้ายลิปสติกแบบครีม แต่มีส่วนผสมของไมก้าและไททาเนียมไดออกไซด์ ที่มีคุณสมบัติสะท้อนแสงและเพิ่มประกาย ทำให้ริมฝีปากดูอวบอิ่มขึ้นและมีสีสันติดทนพอสมควร เป็นลิปสติกที่เหมาะกับฤดูร้อน
ลิปสติกเนื้อครีม (Cream Lipstick)สีแบบทึบแสงของลิปสติกชนิดนี้จะช่วยให้ริมฝีปากดูเต็ม อวบอิ่มและอ่อนเยาว์ เนื้อลิปสติกที่เนียนเรียบยังช่วยให้การทาปากสีเข้มดูอ่อนโยนและเย้ายวนขึ้น วิธีที่ดีที่สุดในการทาลิปสติกชนิดนี้คือ ทาชั้นแรกแล้วควรใช้กระดาษทิชชูซับริมฝีปากก่อน จากนั้นใช้พู่กันระบายทับลงไป วิธีนี้จะช่วยให้สีสันติดทนนานขึ้นกว่าเดิม
ลิปสติกเนื้อบางใส (Sheer Lipstick)เนื้อบางเบาของลิปสติกชนิดนี้จะเผยให้เห็นสีของริมฝีปากจริง ทำให้ดูสวยเป็นธรรมชาติ ให้ความชุ่มชื้นสูง แต่จะไม่ติดทนนาน
ลิปกลอส (Gloss)จะช่วยให้ริมฝีปากเนียนนุ่มชุ่มชื้นและดูอ่อนเยาว์ ทั้งยังทำให้ปากเรียบเนียนได้ดีกว่าลิปสติกทั่วไป จะใช้ทาเดี่ยว ๆ เพื่อเน้นสีธรรมชาติของริมฝีปากเพียงอย่างเดียว หรือทาทับลงไปบนลิปสติกเพื่อเพิ่มความเงางามหรือเป็นไฮไลท์ก็ได้
วิธีเลือกลิปสติก
สีสันของลิปสติกมีหลายเฉด หลากโทน รวม ๆ แล้วก็มากมายหลายร้อยสี สิ่งสำคัญที่สุดในการตัดสินใจเลือกสีใดก็ตาม คือ อย่าให้แรงดึงดูดแห่งสีสันของลิปสติกเหล่านั้นมีพลังอำนาจมากกว่าตัวตนจริง ๆ ของเรา ควรจะเลือกสีลิปสติกที่บ่งบอกความเป็นตัวตนจริง ๆ ของเรามากกว่า
เลือกสีตามฤดูกาล ในฤดูร้อนที่ทุก ๆ อย่างรอบตัวสะท้อนแสงแดดเป็นประกายเช่นนี้ ควรเลือกสีลิปสติกที่เป็นประกาย สดใส แวววาว เพื่อให้ดูสดชื่น มีชีวิตชีวา ยามต้องแสงแดดจ้า ส่วนเมื่อท้องฟ้าไม่ค่อยแจ่มใสนักตอนย่างเข้าฤดูฝน สีลิปสติกที่เหมาะกับสีเทาอึมครึมของท้องฟ้าคือสีชมพูอมม่วง สีน้ำตาลอมม่วง สีม่วงอ่อน หรือสีชมพูนู้ด ก็เหมาะเช่นกัน พอถึงฤดูหนาว สีสันทุกอย่างจะดูเคร่งขรึม โดยเฉพาะบนเวทีแฟชั่นที่สีสันจะเข้มข้นขึ้น หนักขึ้น เด่นชัดขึ้น สีลิปสติกจึงควรจะเข้มอย่างสีไวน์ แดงเบอร์กันดี ม่วงพลัม น้ำตาลช็อกโกแลต ให้เข้ากับสีผ้าทึม ๆ และเนื้อผ้าที่หนา หนัก
ขั้นตอนที่ 4 แต้มสีให้เรียวปาก
ผู้หญิงส่วนใหญ่นิยมทาลิปสติกโดยตรงจากแท่งหรือใช้วิธีป้ายด้วยปลายนิ้ว แต่การทาลิปสติกที่ถูกต้องที่สุดคือการใช้พู่กันทาปากซึ่งเป็นเครื่องมือที่สำคัญมากสำหรับช่างแต่งหน้า เพราะนอกจากจะระบายสีได้สวยเสมอกันทั่วทั้งปากแล้ว ยังทำให้สีติดทนนานขึ้นด้วย เพราะพู่กันจะเกลี่ยสีได้อย่างพอเหมาะพอดี และยังเป็นผลพลอยได้ให้ประหยัดลิปสติกได้ด้วย นอกจากนี้ยังทำให้สีลิปสติกกับเส้นขอบปากที่วาดไว้ กลมกลืนกันได้อย่างเป็นธรรมชาติเคล็ดลับ ควรมีพู่กันทาปากแบบเก็บใส่ปลอกติดตัวไว้ เพื่อจะได้มีพู่กันสะอาด ๆ ไว้แต้มเติมเรียวปากได้ทุกเวลา ควรเลือกชนิดที่มีขนแปรงยาวประมาณ 8 มิลลิเมตร (1/3 นิ้ว) ซึ่งเป็นขนาดที่ไม่สั้นไม่ยาว เพื่อควบคุมการทาปากให้เที่ยงตรงที่สุด
ใส่ใจดูแลเรียวปาก
ผิวหนังบริเวณริมฝีปากนั้นทั้งบอบบางและละเอียดอ่อนกว่าผิวส่วนอื่น ๆ บนใบหน้า และยังอ่อนแอพอ ๆ กับผิวรอบดวงตา เนื่องจากไม่มีต่อมน้ำมันสำหรับเคลือบป้องกันการสูญเสียความชุ่มชื้น เราจึงควรใส่ใจดูแลและปกป้องริมฝีปากเป็นพิเศษจากสิ่งรบกวนต่าง ๆ เช่น แสงอาทิตย์ ลม ความร้อน ความแห้งจากเครื่องปรับอากาศ และแม้แต่การเลียริมฝีปากบ่อย ๆ ซึ่งส่งผลให้ริมฝีปากแห้ง แตก หรือลอกเป็นขุย
สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ริมฝีปากเนียนนุ่มชุ่มชื่นและดูอ่อนเยาว์ก็คือ
1. ลิปบาล์ม หรือที่เรียกกันติดปากว่าลิปมันนั่นเอง ส่วนผสมหลักของลิปบาล์ม มาจากสารที่เป็นไขมันหรือคอเลสเตอรอล เช่น ขี้ผึ้งหรือคาร์นูบาแว็กซ์ ที่ช่วยเคลือบริมฝีปากและเก็บกักความชุ่มชื่นไว้ใต้ผิวหนัง นอกจากนี้ ในปัจจุบันได้มีการผสมสารกันแดดลงไปในลิปบาล์มหรือลิปสติกจำนวนมากด้วย เนื่องจากพบว่าผิวบริเวณริมฝีปากนั้นแทบจะไม่มีเมลานินซึ่งเป็นกลไกหลักในการป้องกันแสงแดดอยู่เลย เป็นเหตุให้ปากแห้ง แตกหรือไหม้ได้ง่าย ดังนั้นการใช้ลิปสติกหรือลิปบาล์มที่มีส่วนผสมของสารกันแดดทุกวันจึงจำเป็นเช่นเดียวกับการทาครีมกันแดดก่อนออกจากบ้านเลยทีเดียว
2. เมื่ออายุมากขึ้น ริมฝีปากจะยิ่งสูญเสียไขมันและยิ่งบางลง ผิวรอบริมฝีปากก็จะเริ่มมีริ้วรอยปรากฏให้เห็น ดังนั้นขณะที่ทาครีมบำรุงผิวหน้าจึงไม่ควรลืมบำรุงผิวปากด้วย โดยใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่ใช้กับผิวหน้าซึ่งมีส่วนผสมของวิตามินเอ ซี อี และสารป้องกันแสงแดดซึ่งช่วยปกป้องผิวจากการทำลายของอนุมูลอิสระ อันจะนำมาซึ่งการแก่ก่อนวัย และควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ซึ่งจะทำลายคอลลาเจนและอิลาสตินไปจากผิวด้วย
3. การใช้มาสค์พอกหน้ามาพอกบริเวณริมฝีปากก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยบำรุงผิวปากได้ แต่ควรเลือกใช้มาสค์ชนิดที่เพิ่มความชุ่มชื้น (Moisture Mask) เท่านั้น
4. การรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินและการดื่มน้ำมาก ๆ ก็สามารถช่วยบำรุงรักษาผิวปากได้เช่นกัน ควรดื่มน้ำสะอาดไม่น้อยกว่าวันละ 6-8 แก้ว เพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นให้ร่างกายและริมฝีปาก
5. การบริหารเรียวปากเพื่อชะลอวัยให้ริมฝีปากไร้ริ้วรอย ทำได้โดย นั่งลงที่หน้ากระจกในตอนเช้า ผ่อนคลายร่างกายทุกส่วนให้มากที่สุด ทำทีละขั้นตอนอย่างช้า ๆ เท่าที่จะทำได้ โดยเริ่มจาก
- ฉีกยิ้มให้มุมปากทั้งสองกางออกไปด้านข้างช้า ๆ แล้วค่อย ๆ หุบกลับมา ทำซ้ำกันประมาณ 20-30 ครั้ง จะช่วยไม่ให้มุมปากตกและเกิดริ้วรอยรอบมุมปาก ทั้งยังช่วยให้กล้ามเนื้อขากรรไกรแข็งแรงขึ้นด้วย
- พูดคำว่า เอ อี ไอ โอ ยู ต่อกันประมาณ 15-20 ครั้ง พูดช้า ๆ ชัด ๆ ทีละคำ จะช่วยแก้อาการเมื่อยปากได้มาก
เคล็ดลับแห่งเรียวปากสวย
1. ในยามคับขันและขาดแคลนลิปสติกจริง ๆ ให้ใช้บลัชออนสีชมพูและอายแชโดว์สีน้ำตาลอ่อนมาขยี้รวมกันบนฝ่ามือ แล้วผสมลิปบาล์มหรือปิโตรเลียมเจลลี่ลงไป เท่านี้ก็ใช้ทาปากแทนลิปสติกได้แล้ว
2. หากไม่อยากให้เส้นขอบปากโดดออกมาเกินไปนัก ให้เขียนขอบปากหลังจากการทาลิปสติกแล้ว เพราะความลื่นของเนื้อลิปสติกจะช่วยให้เขียนขอบปากได้ง่ายขึ้น และจะได้เส้นขอบปากที่ไม่โดดจนเห็นชัดเกินไปด้วย
3. ซื้อลิปสติกมา 5 สี สามารถนำมาผสมกันได้เป็นร้อยสี โดยควรจะมีสีชมพู สีน้ำตาลเข้ม สีแดง สีส้ม และสีใส ๆ ประกายมุกอีก 1 สี แล้วสนุกกับการสร้างสรรค์สีปากด้วยตัวคุณเองได้เลย
4. ถ้าไม่อยากทิ้งลิปสติกแท่งเก่าที่ทาจนกุดแล้ว ให้หาตลับเล็ก ๆ มาหนึ่งตลับ หรือตลับอายแชโดว์เก่าก็ได้ ใช้ช้อนเล็ก ๆ หรือไม้สะอาด ๆ ค่อย ๆ แคะลิปสติกจากแท่งมาใส่ในตลับ ก็จะได้ลิปสติกสีถูกใจไว้ใช้อีกพักใหญ่
5. ถ้าขอบปากตามธรรมชาติไม่ชัดเจนหรือไม่สม่ำเสมอ แก้ไขได้ด้วยการใช้ดินสอเขียนขอบปาก โดยเลือกสีที่ใกล้เคียงกับริมฝีปากจะดีที่สุด
6. หากทาลิปสติกเลยเข้าไปทางด้านในของริมฝีปากจนไม่แน่ใจว่าจะเลอะฟันหรือไม่ ให้ทำเหมือนนางแบบ โดยยิงฟันเอาไว้ แล้วเอานิ้วชี้วางตามแนวนอนระหว่างริมฝีปาก หุบปากเข้ามาจนริมฝีปากด้านในชนกับนิ้ว สีที่จะเลอะฟัน จะมาติดอยู่ที่นิ้วแทน
7. หากเขียนขอบปากเลอะออกมา แก้ไขได้โดยใช้กระดาษทิชชูซับริมฝีปาก แล้วใช้คอตตอนบัดลบขอบปากให้หมด จากนั้นใช้นิ้วแตะคอนซีลเลอร์ทาเบา ๆ ให้รอบขอบปาก ค่อย ๆ เกลี่ยให้กลมกลืน ใช้นิ้วตบแป้งฝุ่นทับเบา ๆ แล้วจึงค่อยวาดขอบปากใหม่
8. วิธีง่าย ๆ ที่จะช่วยแก้ปัญหาปากเป็นขุยคือใช้วาสลีนทาปากให้หนา ๆ แล้วเอาแปรงสีฟันค่อย ๆ ขัดริมฝีปากให้ขุยหลุดออก
9. เวลารีบ ๆ ควรทาลิปสติกสีชมพูอมน้ำตาลที่เข้ากับสีปากธรรมชาติจะดีกว่าทาด้วยสีแดงหรือสีเข้มมาก ๆ เพราะสีเข้มต้องการความแน่นอนและเที่ยงตรงในการทา ซึ่งต้องใช้เวลามากกว่า
10. คนที่มีริมฝีปากเล็ก แก้ไขได้โดยใช้คอนซีลเลอร์ที่มีคุณสมบัติช่วยกระจายแสงทาให้ทั่วขอบปาก จะทำให้เส้นขอบปากเดิมดูจางลง
11. ถ้าปากแห้งหรือแตก ให้ทาลิปบาล์มที่มีค่า SPF อย่างน้อย 15 และทาซ้ำบ่อย ๆ ตลอดวันโดยไม่ต้องรอให้ปากแห้ง
12. สำหรับคนที่ริมฝีปากเป็นร่อง แก้ไขได้โดยทาอายแชโดว์สีขาวลงไปตามร่องปาก แล้วทาลิปสติกทับ ประกายของอายแชโดว์จะสะท้อนแสงช่วยกลบรอยของร่องปากได้
ปากบอกนิสัย
ตำรานรลักษณ์ศาสตร์ของจีนให้ความสำคัญกับอวัยวะทุกส่วนบนใบหน้า ตั้งแต่คิ้วใช้ทำนายชื่อเสียงเกียรติยศ ดวงตาบอกถึงความคิดสติปัญญา จมูกทำนายทรัพย์สินและฐานะ หูบอกอำนาจและอายุ และท้ายสุดคือปากนั้นบ่งบอกถึงลักษณะนิสัยได้
1. ปากใหญ่ เป็นคนกระตือรือร้น ชอบดิ้นรนหาสิ่งแปลกใหม่ เปี่ยวด้วยพลังชีวิต เสาะแสวงหาประสบการณ์ความรู้ใส่ตน
2. ปากเล็ก เป็นคนจิตใจหวั่นไหวง่าย มักเก็บกด มีความใฝ่ฝันและทะเยอทะยาน เช่น ปากของออเดรย์ แฮปเบิร์น
3. ปากอิ่ม เป็นคนที่มีอารมณ์โรแมนติก มีเสน่ห์ต่อเพศตรงข้าม
4. มุมปากโค้งเล็กน้อย เป็นคนมีจิตใจเข้มแข็งและมีความมั่นใจในตนเองสูงมาก ไม่ว่าจะถูกหรือผิด และไม่ค่อยยอมฟังเหตุผล
5. มุมปากโค้งขึ้น เป็นคนมีความสามารถในการปกครองที่ดี บริหารงานโดยใช้สติปัญญา มีความรับผิดชอบสูง ร่าเริง เปิดเผย และมีเสน่ห์ในตัวเอง
6. ปากอ้าหรือเผยอ เป็นคนที่มีจิตใจดีงาม อารมณ์ดี เปิดเผย มองโลกในแง่ดี แต่มักลังเล เช่น ปากของแองเจลีน่า โจลี่
7. มีเส้นลึกรอบริมฝีปาก เป็นคนจับจน ทำงานทีละหลายอย่างแต่มักไม่สำเร็จสักอย่างและค่อนข้างตระหนี่ถี่เหนียว
8. ปากบาง เป็นคนมีเหตุผล มีความคิดดี สามารถเก็บความรู้สึกและควบคุมตนเองได้ดี ฉลาดเฉลียว รู้เท่าทันคน
9. ปากคว่ำ เป็นคนดื้อรั้น เอาแต่ใจตนเอง แต่มีความตั้งใจแน่วแน่ ซึ่งปากรูปแบบนี้ค่อนข้างจะหายาก
10. ริมฝีปากล่างหนาเต็มอวบอิ่ม เป็นคนเชื่อมั่นในตัวเองสูง ขี้หึง เช่น ปากของบริตนี่ย์ สเปียร์ส
11. ริมฝีปากล่างห้อยและเต็มอิ่ม เป็นคนชอบแสดงอำนาจ เช่น ปากของนาโอมิ แคมป์เบลล์
12. ปากรูปพระจันทร์เสี้ยว เป็นคนมีจิตใจร่าเริง แจ่มใส มองโลกในแง่ดี มีความคิดสร้างสรรค์ อารมณ์อ่อนไหว โรแมนติก และมีเสน่ห์ต่อเพศตรงข้าม เช่น ปากของอูม่า เทอร์แมน
13. ปากบางและกว้าง เป็นคนมีความรับผิดชอบในหน้าที่การงาน มั่นใจในตัวเองสูง จิตใจเข้มแข็ง เย่อหยิ่งทะนงตน และบ้าอำนาจ เช่น ปากของจูเลีย โรเบิร์ตส์
14. ปากรูปหัวใจ เป็นคนอ่อนแอ อ่อนไหว นิ่มนวล ถ้าเป็นผู้ชายก็จะมีจิตใจคล้ายผู้หญิง
เรื่องของริมฝีปากที่คนอยากรู้
ผิวบริเวณริมฝีปากแตกต่างจากผิวบริเวณอื่นอย่างไร
ผิวบริเวณริมฝีปากเป็นส่วนที่ไวต่อความรู้สึกที่สุดของร่างกาย เนื่องจากเป็นจุดรวมของปลายประสาทนับล้านเส้น ทั้งยังเปลี่ยนแปลงง่าย และบอบบางจนเกือบจะโปร่งใส นอกจากนี้ยังปราศจากต่อมไขมัน ต่อมเหงื่อ และรูขุมขน
ทำไมริมฝีปากจึงไวต่อความแห้งและแตกลอกง่าย
เนื่องจากผิวบริเวณริมฝีปากบอบบางกว่าบริเวณอื่น จึงตอบสนองต่อการระคายเคืองได้รวดเร็ว การใช้ผลิตภัณฑ์เพิ่มความชุ่มชื้นให้ริมฝีปากจะช่วยชะลอการสูญเสียความชุ่มชื้นให้ช้าลง ลดอาการระคายเคืองที่เกิดจากการแตกลอก และช่วยยับยั้งอาการระคายเคืองที่อาจเกิดขึ้นได้อีกด้วย
สภาพแวดล้อมมีผลต่อริมฝีปากหรือไม่
ริมฝีปากเป็นอวัยวะที่อ่อนไหวต่อผลกระทบจากภายนอก เช่น สายลม แสงแดด และสารพิษในสิ่งแวดล้อมอยู่เสมอ เพราะปราการในการป้องกันตัวเองของริมฝีปากนั้นอ่อนแอมาก ทั้งยังเป็นส่วนที่มีปริมาณเมลานินน้อย จึงได้รับผลกระทบจากรังสีอัลตร้าไวโอเลตได้มาก
ริมฝีปากของผู้หญิงและผู้ชายแตกต่างกันหรือไม่
แม้ว่าผิวหนังบริเวณใบหน้าและร่างกายของหญิงและชายจะต่างกัน แต่ผิวหนังบริเวณริมฝีปากนั้นเหมือนกัน คือ มีความบอบบางและเปลี่ยนสภาพง่าย แต่ริมฝีปากของผู้หญิงจะทนต่อปัจจัยภายนอกได้มากกว่า เพราะผู้หญิงมักทาลิปสติกซึ่งช่วยปกป้องริมฝีปากได้
ลิปบาล์มป้องกันริมฝีปากได้จริงหรือ
การใช้ลิปบาล์มอย่างสม่ำเสมอจะช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้ริมฝีปาก จึงสามารถป้องกันความแห้งจากสายลม สารระคายเคือง และความร้อนสูง ๆ ได้ เนื่องจากในลิปบาล์มมักมีส่วนผสมหลัก คือ กรดไขมันและคอเลสเตอรอล อันเป็นองค์ประกอบตามธรรมชาติของปราการที่ปกป้องความชุ่มชื้นและช่วยซ่อมแซมผิวหนังชั้นนอกสุดของเรียวปากได้ นอกจากนั้นก็ยังอาจมีส่วนผสมอื่นที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบำรุงรักษาผิวปากและต่อต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินเอ ซี และอี ฯลฯ
20 วิธีลดหุ่นให้เข้าที่
1. ใช้จานชามสีเข้มขรึมเนื่องจากภาชนะใส่อาหารที่มีสีสดใสจะช่วยกระตุ้นให้เกิดความอยากอาหารมากขึ้น ดังนั้นเพื่อสกัดกั้นความอยากเสียตั้งแต่ยังไม่เริ่มลงมือกิน จึงควรจัดอาหารใส่ไว้ในภาชนะสีเข้มๆ อย่างเช่น สีดำ หรือสีน้ำเงินเข้ม จะเป็นการดีกว่า
2. รับประทานผักมากๆแบ่งสัดส่วนการรับประทานอาหารในแต่ละวันของคุณออกเป็น 4 มื้อ และสามในสี่มื้อนั้นควรเป็นอาหารประเภทผักล้วนๆ คิดเสียว่าอย่างไรผักก็มีประโยชน์ และหากอยากลดหุ่นให้ได้จริงๆ ข้อนี้ห้ามละเลย
3. ดื่มน้ำเย็นๆเพราะน้ำเย็นๆจะช่วยให้ร่างกายต้องดึงพลังงานความร้อนในตัวออกมาเพื่อปรับอุณหภูมิของน้ำนั้นให้เหมาะสมกับอุณหภูมิในร่างกาย ด้วยเหตุนี้ขณะที่เราได้ดื่มน้ำเย็นๆร่างกายจึงต้องเผาผลาญแคลอรีมากขึ้น
4. กินแต่อาหารที่ไม่ติดมันอาหารประเภทเนื้อสัตว์ติดมัน หมูสามชั้นทอดกรอบ กุนเชียง กากหมู หนังไก่หรืออาหารที่ทอดด้วยน้ำมัน ควรจะงดเว้นให้เด็ดขาด หากยังไม่อยากสูญเสียทรวดทรงองค์เอวอันสวยงามสมส่วน
5. เลือกกินของหวานอย่างเหมาะสมขนมหวานๆอย่างทองหยิบ ฝอยทอง หม้อแกง เค้กหรือช็อกโกแลตเป็นของหวานที่อุดมไปด้วยนม เนย ไข่ และน้ำตาล แถมเวลาได้รับประทานแล้วจะรู้สึกเพลิดเพลินมีความสุข ทำให้ทานชิ้นเดียวหยุดไม่ได้ ฉะนั้นหากต้องการลดน้ำหนักก็จงตัดอกตัดใจเสียเถอะ ทางที่ดีควรหันมารับประทานลูกพลับ หรืออินทผลัมอบแห้งจะสามารถช่วยป้องกันอาการอยากของหวานเหล่านั้นได้
6. งดใส่ครีมในกาแฟแม้ครีมเทียมจะทำให้รสชาติของกาแฟกลมกล่อมขึ้น แต่คิดดูสิ ครีมเทียมเพียง 1 กรัม สามารถให้พลังงานสูงถึง 9 แคลอรี แล้วกาแฟที่คุณดื่ม ใส่ครีมกี่ช้อนต่อแก้ว ถ้าวันหนึ่งคุณดื่มกาแฟสัก 3-4 แก้ว ร่างกายจะได้รับแคลอรี่โดยไม่รู้ตัวมากมายขนาดไหน
7. สลัดน้ำข้น ไขมันเพียบ!คุณบอกว่ารับประทานแต่สลัด แต่ทำไมยังอ้วนอีก ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะน้ำสลัดที่คุณเลือกรับประทาน ล้วนเป็นน้ำสลัดข้นๆที่อุดมไปด้วยครีมนม และไขมันนม ถ้ารับประทานอย่างนี้แล้ว จะผอมได้อย่างไรละคะ
8. ซดน้ำแกงจืดก่อนอาหารเป็นความคิดที่ดีที่จะจัดการกับน้ำแกงจืดหรือไม่ก็ดื่มน้ำสักแก้วสองแก้วก่อนรับประทานอาหาร ทั้งนี้ก็เพื่อให้คุณรู้สึกอิ่มกับอาหารตรงหน้า แต่ถ้าหากยังสามารถกินอาหารได้อีก ก็จะกินได้ในปริมาณที่น้อยลง
9. เลือกกินข้าวกล้องแทนข้าวขาวข้าวเป็นอาหารหลักที่เราต้องรับประทานเกือบทุกมื้ออยู่แล้ว และถ้าหากได้รับประทานข้าวกล้องแทนข้าวขาว เราก็จะไม่ได้เพียงแค่คาร์โบไฮเดรตเฉยๆ แต่ยังได้ทั้งวิตามินและเกลือแร่ต่างๆมากมายจากเยื่อหุ้มและจมูกข้าวที่ไม่ได้ถูกขัดสีออกไปด้วย
10. เลิกนิสัยกินจุบกินจิบอย่าสร้างความเคยชินให้กับตัวเองด้วยการกินนั่นกินนี่ไม่เป็นเวล่ำเวลาอยู่เรื่อยไป แต่ควรกินอาหารเป็นมื้อเป็นคราวเท่านั้น โดยเฉพาะเวลานั่งอยู่หน้าจอทีวีไม่ควรจหาขนมกรุบกรอบ อาทิเช่น มันฝรั่งทอด ข้าวเกรียบหรือคุ้กกี้ กินไปดูทีวีไปตลอดเวลา เพราะจะทำให้กินเพลินจนลืมเรื่องอ้วน
11. หาเพื่อนร่วมลดการลดน้ำหนักคนเดียว บางครั้งอาจทำให้รู้สึกท้อแท้ แต่ถ้ามีเพื่อนหัวอกเดียวกันที่มุ่งมั่นจะรีดไขมันส่วนเกินออกจากชีวิตเหมือนกัน จะช่วยทำให้มีกำลังใจขึ้นเยอะ อย่างน้อยๆคุณก็ยังรู้สึกว่า "ฉันไม่ได้เป็นคนอ้วนที่ต้องลดน้ำหนักอย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย"
12. ดินเนอร์ใต้แสงเทียนภายใต้แสงเทียนนอกจากจะช่วยสร้างบรรยากาศให้ดูโรแมนติกขึ้นแล้ว ท่ามกลางแสงสลัวๆแบบนั้นยังทำให้ความอยากอาหารลดน้อยลงอีกด้วย
13. อาหารมื้อเช้าอาหารมื้อไหนๆก็ไม่สำคัญเท่ากับมื้อเช้า ทั้งนี้เพราะช่วงเวลาตั้งแต่ 6 โมงถึง 10 โมงเช้า เป็นช่วงที่ระบบการเผาผลาญสารอาหารภายในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ดังนั้นจึงควรกินอาหารเช้าใด้เต็มที่ ส่วนมื้อเย็นให้กินแต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
14. ไม่กักตุนอาหรเต็มตู้เย็นทั้งนี้เพราะจะทำให้คุณหาของกินได้ง่ายและสะดวกสบายเกินไป ยิ่งมีของกินในตู้เย็นมากเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งกินตามใจปากมากขึ้นเท่านั้น
15. ผลไม้รสเปรี้ยวอมหวานผลไม้อย่างแอปเปิ้ล ส้ม ฝรั่ง กีวี สตรอเบอร์รี่ สับปะรด มะม่วงหรือมะเขือเทศ นับเป็นผลไม้ที่เกิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้รักษาหุ่นอย่างแท้จริง เพราะนอกจากจะเป็นแหล่งวิตามินซีคุณภาพสูงจากธรรมชาติแล้ว
16. ดื่มตบท้ายด้วยชามะนาวหลังอาหารแต่ละมื้อควรดื่มชามะนาวตบท้าย จะสามารถช่วยชะล้างปากจากอาหารคาว หรืออาหารมันๆเลี่ยนๆได้ดีกว่าดื่มน้ำเปล่าธรรมดา แถมยังสามารถช่วยยุติความอยากอาหารเรื่อยเปื่อยของคุณอย่างได้ผลด้วย
17. ออกกำลังกายการออกกำลังกายเป็นกิจกรรมที่ขาดไม่ได้สำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก เพราะการออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายสามารถเผาผลาญแคลอรีให้กลายเป็นพลังงานได้คราวละมากๆ ฉะนั้นจึงควรเตือนตัวเองให้ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวร่างกายอยู่เสมอ ซึ่งนอกเหนือจากเล่นกีฬาเป็นงานอดิเรกแล้ว ก็ควรหมั่นฝึกตนให้เป็นคนชอบเดิน ชอบทำงานบ้าน และชอบขึ้นลงบันได
18. กิจวัตรแรกสุดของทุกๆวันหลังจากตื่นนอนตอนเช้า กิจวัตรแรกสุดที่ควรทำทันทีก็ไม่ใช่อะไรอื่น นั่นก็คือดื่มน้ำให้มากที่สุดเท่าที่จะสามารถดื่มได้ ทั้งนี้ก็เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสดชื่นขึ้น และช่วยให้ระบบขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายทั้งหนักทั้งเบาทำงานได้อย่างคล่องตัว
19. ชั่งน้ำหนักอาทิตย์ละครั้งเมื่อปฎิบัติได้ตามคำแนะนำดังกล่าวข้างต้นแล้ว ควรติดตามผลการลดหุ่น ด้วยการเปลือยกายสำรวจตัวเองหน้ากระจกในห้องน้ำส่วนตัว และชั่งน้ำหนักอาทิตย์ละครั้งก็พอ ไม่จำเป็นจะต้องชั่งทุกๆวัน เพราะการทำเช่นนั้นรังแต่จะทำให้รู้สึกเครียดและคับข้องใจที่น้ำหนักไม่มีการเปลี่ยนแปลงให้เห็นผลได้ทันตา
20. อย่าลืมให้รางวัลกับตัวเองหลังจากที่สามารถขจัดไขมันส่วนเกินในร่างกายให้ลดลงไปได้สำเร็จ (แม้จะลงไปเพียงเล็กน้อยก็ตาม) คุณก็สามารถจะให้รางวัลกับตัวเองด้วยการไปนวดหน้า นวดตัว ขัดผิวและบำรุงผิว เพียงเท่านี้หน้าตาและผิวพรรณคุณก็จะแลดูสดใสและปิ๊งปั๊งขึ้นมาทันตาเห็น
2. รับประทานผักมากๆแบ่งสัดส่วนการรับประทานอาหารในแต่ละวันของคุณออกเป็น 4 มื้อ และสามในสี่มื้อนั้นควรเป็นอาหารประเภทผักล้วนๆ คิดเสียว่าอย่างไรผักก็มีประโยชน์ และหากอยากลดหุ่นให้ได้จริงๆ ข้อนี้ห้ามละเลย
3. ดื่มน้ำเย็นๆเพราะน้ำเย็นๆจะช่วยให้ร่างกายต้องดึงพลังงานความร้อนในตัวออกมาเพื่อปรับอุณหภูมิของน้ำนั้นให้เหมาะสมกับอุณหภูมิในร่างกาย ด้วยเหตุนี้ขณะที่เราได้ดื่มน้ำเย็นๆร่างกายจึงต้องเผาผลาญแคลอรีมากขึ้น
4. กินแต่อาหารที่ไม่ติดมันอาหารประเภทเนื้อสัตว์ติดมัน หมูสามชั้นทอดกรอบ กุนเชียง กากหมู หนังไก่หรืออาหารที่ทอดด้วยน้ำมัน ควรจะงดเว้นให้เด็ดขาด หากยังไม่อยากสูญเสียทรวดทรงองค์เอวอันสวยงามสมส่วน
5. เลือกกินของหวานอย่างเหมาะสมขนมหวานๆอย่างทองหยิบ ฝอยทอง หม้อแกง เค้กหรือช็อกโกแลตเป็นของหวานที่อุดมไปด้วยนม เนย ไข่ และน้ำตาล แถมเวลาได้รับประทานแล้วจะรู้สึกเพลิดเพลินมีความสุข ทำให้ทานชิ้นเดียวหยุดไม่ได้ ฉะนั้นหากต้องการลดน้ำหนักก็จงตัดอกตัดใจเสียเถอะ ทางที่ดีควรหันมารับประทานลูกพลับ หรืออินทผลัมอบแห้งจะสามารถช่วยป้องกันอาการอยากของหวานเหล่านั้นได้
6. งดใส่ครีมในกาแฟแม้ครีมเทียมจะทำให้รสชาติของกาแฟกลมกล่อมขึ้น แต่คิดดูสิ ครีมเทียมเพียง 1 กรัม สามารถให้พลังงานสูงถึง 9 แคลอรี แล้วกาแฟที่คุณดื่ม ใส่ครีมกี่ช้อนต่อแก้ว ถ้าวันหนึ่งคุณดื่มกาแฟสัก 3-4 แก้ว ร่างกายจะได้รับแคลอรี่โดยไม่รู้ตัวมากมายขนาดไหน
7. สลัดน้ำข้น ไขมันเพียบ!คุณบอกว่ารับประทานแต่สลัด แต่ทำไมยังอ้วนอีก ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะน้ำสลัดที่คุณเลือกรับประทาน ล้วนเป็นน้ำสลัดข้นๆที่อุดมไปด้วยครีมนม และไขมันนม ถ้ารับประทานอย่างนี้แล้ว จะผอมได้อย่างไรละคะ
8. ซดน้ำแกงจืดก่อนอาหารเป็นความคิดที่ดีที่จะจัดการกับน้ำแกงจืดหรือไม่ก็ดื่มน้ำสักแก้วสองแก้วก่อนรับประทานอาหาร ทั้งนี้ก็เพื่อให้คุณรู้สึกอิ่มกับอาหารตรงหน้า แต่ถ้าหากยังสามารถกินอาหารได้อีก ก็จะกินได้ในปริมาณที่น้อยลง
9. เลือกกินข้าวกล้องแทนข้าวขาวข้าวเป็นอาหารหลักที่เราต้องรับประทานเกือบทุกมื้ออยู่แล้ว และถ้าหากได้รับประทานข้าวกล้องแทนข้าวขาว เราก็จะไม่ได้เพียงแค่คาร์โบไฮเดรตเฉยๆ แต่ยังได้ทั้งวิตามินและเกลือแร่ต่างๆมากมายจากเยื่อหุ้มและจมูกข้าวที่ไม่ได้ถูกขัดสีออกไปด้วย
10. เลิกนิสัยกินจุบกินจิบอย่าสร้างความเคยชินให้กับตัวเองด้วยการกินนั่นกินนี่ไม่เป็นเวล่ำเวลาอยู่เรื่อยไป แต่ควรกินอาหารเป็นมื้อเป็นคราวเท่านั้น โดยเฉพาะเวลานั่งอยู่หน้าจอทีวีไม่ควรจหาขนมกรุบกรอบ อาทิเช่น มันฝรั่งทอด ข้าวเกรียบหรือคุ้กกี้ กินไปดูทีวีไปตลอดเวลา เพราะจะทำให้กินเพลินจนลืมเรื่องอ้วน
11. หาเพื่อนร่วมลดการลดน้ำหนักคนเดียว บางครั้งอาจทำให้รู้สึกท้อแท้ แต่ถ้ามีเพื่อนหัวอกเดียวกันที่มุ่งมั่นจะรีดไขมันส่วนเกินออกจากชีวิตเหมือนกัน จะช่วยทำให้มีกำลังใจขึ้นเยอะ อย่างน้อยๆคุณก็ยังรู้สึกว่า "ฉันไม่ได้เป็นคนอ้วนที่ต้องลดน้ำหนักอย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย"
12. ดินเนอร์ใต้แสงเทียนภายใต้แสงเทียนนอกจากจะช่วยสร้างบรรยากาศให้ดูโรแมนติกขึ้นแล้ว ท่ามกลางแสงสลัวๆแบบนั้นยังทำให้ความอยากอาหารลดน้อยลงอีกด้วย
13. อาหารมื้อเช้าอาหารมื้อไหนๆก็ไม่สำคัญเท่ากับมื้อเช้า ทั้งนี้เพราะช่วงเวลาตั้งแต่ 6 โมงถึง 10 โมงเช้า เป็นช่วงที่ระบบการเผาผลาญสารอาหารภายในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ดังนั้นจึงควรกินอาหารเช้าใด้เต็มที่ ส่วนมื้อเย็นให้กินแต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
14. ไม่กักตุนอาหรเต็มตู้เย็นทั้งนี้เพราะจะทำให้คุณหาของกินได้ง่ายและสะดวกสบายเกินไป ยิ่งมีของกินในตู้เย็นมากเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งกินตามใจปากมากขึ้นเท่านั้น
15. ผลไม้รสเปรี้ยวอมหวานผลไม้อย่างแอปเปิ้ล ส้ม ฝรั่ง กีวี สตรอเบอร์รี่ สับปะรด มะม่วงหรือมะเขือเทศ นับเป็นผลไม้ที่เกิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้รักษาหุ่นอย่างแท้จริง เพราะนอกจากจะเป็นแหล่งวิตามินซีคุณภาพสูงจากธรรมชาติแล้ว
16. ดื่มตบท้ายด้วยชามะนาวหลังอาหารแต่ละมื้อควรดื่มชามะนาวตบท้าย จะสามารถช่วยชะล้างปากจากอาหารคาว หรืออาหารมันๆเลี่ยนๆได้ดีกว่าดื่มน้ำเปล่าธรรมดา แถมยังสามารถช่วยยุติความอยากอาหารเรื่อยเปื่อยของคุณอย่างได้ผลด้วย
17. ออกกำลังกายการออกกำลังกายเป็นกิจกรรมที่ขาดไม่ได้สำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก เพราะการออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายสามารถเผาผลาญแคลอรีให้กลายเป็นพลังงานได้คราวละมากๆ ฉะนั้นจึงควรเตือนตัวเองให้ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวร่างกายอยู่เสมอ ซึ่งนอกเหนือจากเล่นกีฬาเป็นงานอดิเรกแล้ว ก็ควรหมั่นฝึกตนให้เป็นคนชอบเดิน ชอบทำงานบ้าน และชอบขึ้นลงบันได
18. กิจวัตรแรกสุดของทุกๆวันหลังจากตื่นนอนตอนเช้า กิจวัตรแรกสุดที่ควรทำทันทีก็ไม่ใช่อะไรอื่น นั่นก็คือดื่มน้ำให้มากที่สุดเท่าที่จะสามารถดื่มได้ ทั้งนี้ก็เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสดชื่นขึ้น และช่วยให้ระบบขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายทั้งหนักทั้งเบาทำงานได้อย่างคล่องตัว
19. ชั่งน้ำหนักอาทิตย์ละครั้งเมื่อปฎิบัติได้ตามคำแนะนำดังกล่าวข้างต้นแล้ว ควรติดตามผลการลดหุ่น ด้วยการเปลือยกายสำรวจตัวเองหน้ากระจกในห้องน้ำส่วนตัว และชั่งน้ำหนักอาทิตย์ละครั้งก็พอ ไม่จำเป็นจะต้องชั่งทุกๆวัน เพราะการทำเช่นนั้นรังแต่จะทำให้รู้สึกเครียดและคับข้องใจที่น้ำหนักไม่มีการเปลี่ยนแปลงให้เห็นผลได้ทันตา
20. อย่าลืมให้รางวัลกับตัวเองหลังจากที่สามารถขจัดไขมันส่วนเกินในร่างกายให้ลดลงไปได้สำเร็จ (แม้จะลงไปเพียงเล็กน้อยก็ตาม) คุณก็สามารถจะให้รางวัลกับตัวเองด้วยการไปนวดหน้า นวดตัว ขัดผิวและบำรุงผิว เพียงเท่านี้หน้าตาและผิวพรรณคุณก็จะแลดูสดใสและปิ๊งปั๊งขึ้นมาทันตาเห็น
ผิวหน้าสวยใสด้วย 12 วิธีง่ายๆ
การทำความสะอาดผิวหน้า แม้ดูเหมือนจะไม่มีอะไรยุ่งยาก แต่หากใช้วิธีไม่ถูกต้องแทนที่จะทำให้ผิวหน้าดูดี กลับจะเป็นการซ้ำเติมให้ผิวหน้ามีปัญหามากขึ้น
ฉะนั้น จึงอย่ามองข้ามความสำคัญของวิธีการทำความสะอาดผิวหน้า ซึ่งวันนี้เรามีเคล็ด (ไม่) ลับมาฝากกันเหมือนเคย
เลือกผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับสภาพผิว คุณจะต้องรู้ว่าสภาพผิวหน้าของตัวเองเป็นเช่นไร แล้วเลือกผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับสภาพผิว ไม่เช่นนั้นผิวหน้าคุณจะสูญเสียค่าสมดุลของความเป็นกรดด่าง
พอกหน้าเป็นประจำ พอกหน้าสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ซึ่งการพอกหน้าทำเพื่อหลายจุดประสงค์ ขึ้นอยู่กับว่าคุณมีผิวประเภทใด วิธีการง่ายๆ คือ ทางครีมหรือโคลนพอกหน้าให้หนาพอสมควร เว้นรอบดวงตาระหว่างนั้นอาจนั่งหรือนอนฟังเพลงสบายๆ สัก 20 นาที แล้วล้างออกให้สะอาด
บำรุงลึกถึงขั้นผิว เลือกมอยซ์เจอไรเซอร์ให้เหมาะกับสภาพผิว และใช้ชนิดที่มีส่วนผสมของสารกันแดดเป็นประจำ เพราะแสงแดดสามารถทำร้ายผิวคุณได้แม้ในที่ร่ม ส่วนในเวลากลางคืนก็ไม่ควรละเลยการบำรุง เนื่องจากในขณะที่ผิวพักผ่อน ผิวสามารถซึมซับ เอาคุณประโยชน์ของครีมบำรุงได้อย่างเต็มที่
12 วิธีสู่การมีหน้าใส
ไม่ว่าคุณจะเพิ่งอายุ 15 หยกๆ 16 หย่อนๆ หรือ 20 กว่าๆ 35 แก่ๆ ก็ไม่มีใครแก่เกินสวยหรอก หลายคนกังวลล่วงหน้าไป 5-6 ปี ไอ้ที่หน้าจะไม่แก่ ก็แก่ลงถนัดตา เพราะมัวแต่คิดถึงเรื่องที่ยังมาไม่ถึง อีกหลายๆ คน ก็เตรียมเก็บเงินไว้เลย เพื่อเตรียมทำศัลยกรรม ดึงหน้า ดึงเหนียง ลบรอยตีนกา ฝ้า ไฝ เมื่อถึงวัยตกกระ คุณสาวๆ ...เหตุการณ์ทั้งหลายดังกล่าว จะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นกับคุณ เพราะคุณจะดูแลรักษาผิวหน้าให้สวยสดใสด้วยวิธีง่ายๆ แต่ไม่ค่อยมีใครรู้ ดังต่อไปนี้
- อย่าถ่างตานอนดึกให้มันมากนัก อย่ามัวแต่คิดว่าคุณน่ะยังไหว...ใจไหวแต่สังขารอาจไม่ไหวก็ได้
- ดื่มน้ำมากๆ ไอ้ที่เขาว่าให้ดื่มวันละ 6-8 แก้วน่ะ ถ้าคุณดื่มได้มากกว่านั้นได้ ก็จะเป็นการดี และยิ่งถ้าเป็นน้ำเปล่าด้วยล่ะก็จะยิ่งดีใหญ่ หากคุณชอบดื่มน้ำอัดลมก็ดื่มได้เป็นครั้งคราว เพราะถ้าดื่มมากไปจะทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร และกัดกระเพาะคุณจนปวดท้องได้
- ออกกำลังกายเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ บริหารตัวแล้วอย่าลืมบริหารหน้า นวดหน้าด้วยนะ ตัวเต่งตึงแต่หน้าเหี่ยวละก้อ หมดกัน!
- งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ งดน้ำชา กาแฟ งดสูบบุหรี่ เพราะมันจะทำให้คุณแก่เกินอายุ ใครจะเถียงคอเป็นเอ็นละก้อ !!! ท้าให้คุณที่สูบบุหรี่ ดื่มกาแฟจัดๆ ลองเดินคู่กับเพื่อนที่ไม่ดื่ม ไม่สูบ แล้วถามคนอื่นๆ ดูว่า คุณกับเพื่อนใครแก่กว่าใคร (ข้อสำคัญ เขาต้องไม่รู้จักเพื่อนคุณมาก่อนนะ เพื่อป้องกันการลำเอียง) พึงระลึกไว้เสมอว่าอย่าเข้าข้างตนเองแต่ให้คนอื่นที่เขาหวังดีต่อคุณ มองคุณจะดีกว่า
- อย่าตากแดดเป็นเวลานานๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแสงแดดที่แรงจัดเป็นเวลานานๆมิเช่นนั้นหน้าของคุณจะแก่ไม่รู้ตัวเชียว
- ใช้โลชันอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีความเสี่ยงหรืออยู่ในสิ่งแวดล้อมที่จะทำให้แก่ เช่น อยู่แต่ในห้องแอร์ ที่เปิดเบอร์เดียว หนาวจัดตลอดปี ตลอดชาติ หากแอร์ของคุณปรับได้ กรุณาปรับเถอะ เพราะบางบริษัทเปิดแอร์เย็นแบบทุกข์ทรมาน พนักงานนั่งสั่น ใส่เสื้อกันหนาวกันโดยทั่วหน้า ก็ในเมื่อมันทุกข์ขนาดนั้น จะต้องเปิดให้มันทรมานทำไม
- ทำความสะอาดร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งใบหน้าให้สะอาดอยู่เสมอ แล้วยิ่งหาก คุณเป็นสิวด้วยแล้วล่ะก็ ให้คุณใช้โฟมล้างหน้าที่เหมาะสำหรับการรักษาสิวเท่านั้น โฟมที่มีส่วนผสมของ AHA จะช่วยทำให้ใบหน้าของคุณลื่นขึ้น ที่สำคัญห้ามแกะสิวอย่างเด็ดขาด คนที่เป็นสิวเสี้ยนหากยิ่งแกะ ผิวของคุณหลังแกะก็จะคล้ายกับโลกพระจันทร์ ส่วนบรรดาสิวมีหนองทั้งหลาย หากยิ่งแกะก็จะยิ่งเกิดการอักเสบ สิวเป็นตัวการหนึ่งที่ทำให้ใบหน้า ของคุณดูเครียดและแก่ได้ โดยเฉพาะบรรดาผิวโลกพระจันทร์ทั้งหลาย
- ขัดหน้าด้วยตนเอง โดยการใช้สครับ หากคุณเป็นคนผิวมัน ให้ขัดอาทิตย์ละ 2 ครั้งเท่านั้นโดยขัดนานๆ บริเวณดั้งจมูก และคางที่มีสิวเสี้ยน
- หากคุณเป็นคนผิวแห้ง ควรใช้มอยซ์เจอไรเซอร์ก่อนนอนทุกครั้ง หากมีส่วนใดส่วนหนึ่งที่แห้งเป็นพิเศษ ควรใช้โลชันที่มี AHA ให้ทั่วบริเวณ แต่หากคุณเป็นคนหน้ามัน ควรใช้มอยซ์เจอไรเซอร์ชนิดเจลจะเหมาะกว่าชนิดครีม
- อย่าใช้มืออันแสนสกปรกในช่วงวันไปสัมผัสบนใบหน้า จำไว้ว่าทุกครั้งเมื่อไปถึงที่ทำงาน หรือทันทีที่กลับถึงบ้านให้คุณล้างมือก่อนเสมอ ทั้งนี้เพื่อป้องกันการที่คุณจะเผลอเอามือไปจับหน้าจับตาให้สิวขึ้นได้
- ล้างเครื่องสำอางออกอย่างระมัดระวัง เพื่อความปลอดภัยให้คุณล้างมาสคารา หรืออายแชโดว์ด้วยเครื่องสำอางที่ปราศจากน้ำมัน ทั้งนี้เพื่อมิให้น้ำมันที่ว่าแทรกซึมไปตามผิวหนังส่วนอื่นๆ อันจะชักนำให้สิวพากันมาขึ้นพร้อมกัน โดยมิได้นัดหมาย
- หากคุณมีปัญหาเรื่องผิวบนใบหน้า ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอะไรก็แล้วแต่ ให้คุณปรึกษา แพทย์โรคผิวหนังที่ชำนาญเท่านั้น อย่าได้มัวเสียเวลาไปหาที่ปรึกษาความงามตามเคาน์เตอร์ต่างๆ เพราะใครจะมารู้ดีเท่ากับแพทย์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะทาง
ฉะนั้น จึงอย่ามองข้ามความสำคัญของวิธีการทำความสะอาดผิวหน้า ซึ่งวันนี้เรามีเคล็ด (ไม่) ลับมาฝากกันเหมือนเคย
เลือกผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับสภาพผิว คุณจะต้องรู้ว่าสภาพผิวหน้าของตัวเองเป็นเช่นไร แล้วเลือกผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับสภาพผิว ไม่เช่นนั้นผิวหน้าคุณจะสูญเสียค่าสมดุลของความเป็นกรดด่าง
พอกหน้าเป็นประจำ พอกหน้าสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ซึ่งการพอกหน้าทำเพื่อหลายจุดประสงค์ ขึ้นอยู่กับว่าคุณมีผิวประเภทใด วิธีการง่ายๆ คือ ทางครีมหรือโคลนพอกหน้าให้หนาพอสมควร เว้นรอบดวงตาระหว่างนั้นอาจนั่งหรือนอนฟังเพลงสบายๆ สัก 20 นาที แล้วล้างออกให้สะอาด
บำรุงลึกถึงขั้นผิว เลือกมอยซ์เจอไรเซอร์ให้เหมาะกับสภาพผิว และใช้ชนิดที่มีส่วนผสมของสารกันแดดเป็นประจำ เพราะแสงแดดสามารถทำร้ายผิวคุณได้แม้ในที่ร่ม ส่วนในเวลากลางคืนก็ไม่ควรละเลยการบำรุง เนื่องจากในขณะที่ผิวพักผ่อน ผิวสามารถซึมซับ เอาคุณประโยชน์ของครีมบำรุงได้อย่างเต็มที่
12 วิธีสู่การมีหน้าใส
ไม่ว่าคุณจะเพิ่งอายุ 15 หยกๆ 16 หย่อนๆ หรือ 20 กว่าๆ 35 แก่ๆ ก็ไม่มีใครแก่เกินสวยหรอก หลายคนกังวลล่วงหน้าไป 5-6 ปี ไอ้ที่หน้าจะไม่แก่ ก็แก่ลงถนัดตา เพราะมัวแต่คิดถึงเรื่องที่ยังมาไม่ถึง อีกหลายๆ คน ก็เตรียมเก็บเงินไว้เลย เพื่อเตรียมทำศัลยกรรม ดึงหน้า ดึงเหนียง ลบรอยตีนกา ฝ้า ไฝ เมื่อถึงวัยตกกระ คุณสาวๆ ...เหตุการณ์ทั้งหลายดังกล่าว จะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นกับคุณ เพราะคุณจะดูแลรักษาผิวหน้าให้สวยสดใสด้วยวิธีง่ายๆ แต่ไม่ค่อยมีใครรู้ ดังต่อไปนี้
- อย่าถ่างตานอนดึกให้มันมากนัก อย่ามัวแต่คิดว่าคุณน่ะยังไหว...ใจไหวแต่สังขารอาจไม่ไหวก็ได้
- ดื่มน้ำมากๆ ไอ้ที่เขาว่าให้ดื่มวันละ 6-8 แก้วน่ะ ถ้าคุณดื่มได้มากกว่านั้นได้ ก็จะเป็นการดี และยิ่งถ้าเป็นน้ำเปล่าด้วยล่ะก็จะยิ่งดีใหญ่ หากคุณชอบดื่มน้ำอัดลมก็ดื่มได้เป็นครั้งคราว เพราะถ้าดื่มมากไปจะทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร และกัดกระเพาะคุณจนปวดท้องได้
- ออกกำลังกายเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ บริหารตัวแล้วอย่าลืมบริหารหน้า นวดหน้าด้วยนะ ตัวเต่งตึงแต่หน้าเหี่ยวละก้อ หมดกัน!
- งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ งดน้ำชา กาแฟ งดสูบบุหรี่ เพราะมันจะทำให้คุณแก่เกินอายุ ใครจะเถียงคอเป็นเอ็นละก้อ !!! ท้าให้คุณที่สูบบุหรี่ ดื่มกาแฟจัดๆ ลองเดินคู่กับเพื่อนที่ไม่ดื่ม ไม่สูบ แล้วถามคนอื่นๆ ดูว่า คุณกับเพื่อนใครแก่กว่าใคร (ข้อสำคัญ เขาต้องไม่รู้จักเพื่อนคุณมาก่อนนะ เพื่อป้องกันการลำเอียง) พึงระลึกไว้เสมอว่าอย่าเข้าข้างตนเองแต่ให้คนอื่นที่เขาหวังดีต่อคุณ มองคุณจะดีกว่า
- อย่าตากแดดเป็นเวลานานๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแสงแดดที่แรงจัดเป็นเวลานานๆมิเช่นนั้นหน้าของคุณจะแก่ไม่รู้ตัวเชียว
- ใช้โลชันอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีความเสี่ยงหรืออยู่ในสิ่งแวดล้อมที่จะทำให้แก่ เช่น อยู่แต่ในห้องแอร์ ที่เปิดเบอร์เดียว หนาวจัดตลอดปี ตลอดชาติ หากแอร์ของคุณปรับได้ กรุณาปรับเถอะ เพราะบางบริษัทเปิดแอร์เย็นแบบทุกข์ทรมาน พนักงานนั่งสั่น ใส่เสื้อกันหนาวกันโดยทั่วหน้า ก็ในเมื่อมันทุกข์ขนาดนั้น จะต้องเปิดให้มันทรมานทำไม
- ทำความสะอาดร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งใบหน้าให้สะอาดอยู่เสมอ แล้วยิ่งหาก คุณเป็นสิวด้วยแล้วล่ะก็ ให้คุณใช้โฟมล้างหน้าที่เหมาะสำหรับการรักษาสิวเท่านั้น โฟมที่มีส่วนผสมของ AHA จะช่วยทำให้ใบหน้าของคุณลื่นขึ้น ที่สำคัญห้ามแกะสิวอย่างเด็ดขาด คนที่เป็นสิวเสี้ยนหากยิ่งแกะ ผิวของคุณหลังแกะก็จะคล้ายกับโลกพระจันทร์ ส่วนบรรดาสิวมีหนองทั้งหลาย หากยิ่งแกะก็จะยิ่งเกิดการอักเสบ สิวเป็นตัวการหนึ่งที่ทำให้ใบหน้า ของคุณดูเครียดและแก่ได้ โดยเฉพาะบรรดาผิวโลกพระจันทร์ทั้งหลาย
- ขัดหน้าด้วยตนเอง โดยการใช้สครับ หากคุณเป็นคนผิวมัน ให้ขัดอาทิตย์ละ 2 ครั้งเท่านั้นโดยขัดนานๆ บริเวณดั้งจมูก และคางที่มีสิวเสี้ยน
- หากคุณเป็นคนผิวแห้ง ควรใช้มอยซ์เจอไรเซอร์ก่อนนอนทุกครั้ง หากมีส่วนใดส่วนหนึ่งที่แห้งเป็นพิเศษ ควรใช้โลชันที่มี AHA ให้ทั่วบริเวณ แต่หากคุณเป็นคนหน้ามัน ควรใช้มอยซ์เจอไรเซอร์ชนิดเจลจะเหมาะกว่าชนิดครีม
- อย่าใช้มืออันแสนสกปรกในช่วงวันไปสัมผัสบนใบหน้า จำไว้ว่าทุกครั้งเมื่อไปถึงที่ทำงาน หรือทันทีที่กลับถึงบ้านให้คุณล้างมือก่อนเสมอ ทั้งนี้เพื่อป้องกันการที่คุณจะเผลอเอามือไปจับหน้าจับตาให้สิวขึ้นได้
- ล้างเครื่องสำอางออกอย่างระมัดระวัง เพื่อความปลอดภัยให้คุณล้างมาสคารา หรืออายแชโดว์ด้วยเครื่องสำอางที่ปราศจากน้ำมัน ทั้งนี้เพื่อมิให้น้ำมันที่ว่าแทรกซึมไปตามผิวหนังส่วนอื่นๆ อันจะชักนำให้สิวพากันมาขึ้นพร้อมกัน โดยมิได้นัดหมาย
- หากคุณมีปัญหาเรื่องผิวบนใบหน้า ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอะไรก็แล้วแต่ ให้คุณปรึกษา แพทย์โรคผิวหนังที่ชำนาญเท่านั้น อย่าได้มัวเสียเวลาไปหาที่ปรึกษาความงามตามเคาน์เตอร์ต่างๆ เพราะใครจะมารู้ดีเท่ากับแพทย์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะทาง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
